วิเคราะห์ 3 หุ้นบริหารสินทรัพย์ ในวันที่ธุรกิจเข้าสู่ปีทอง
ประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เริ่มเริ่มมีแสงสว่างมากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการกระจายวัคซีน COVID-19 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่จะส่งผลทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง และหนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลบวกก็คงหนีไม่พ้นหุ้นกลุ่ม “บริหารสินทรัพย์”
ทั้งนี้หุ้นกลุ่มดังกล่าว ต่างเคลมกันว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลดีทั้งในช่วงเศรษฐกิจขาลงและเศรษฐกิจสดใส โดยในช่วงเศรษฐกิจขาลง สามารถเลือกซื้อสินทรัพย์ที่มีราคาเหมาะสม ขณะที่เมื่อเศรษฐกิจสดใส ลูกหนี้ก็มีศักยภาพในการชำระหนี้ และมีกำลังซื้อสินทรัพย์รอการขายได้อีกด้วย ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้หยิบยกหุ้นกลุ่มดังกล่าวมาฝากนักลงทุน และจะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ไปดูกันเลย
สำหรับปัจจุบันมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ รวมกันแล้วมีจำนวน 3 แห่ง คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ตามด้วยบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT และบริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO
“คาดทุกบริษัทจะรายงานกำไรสุทธิเติบโตขึ้นแข็งแกร่งในปี 2564 เราคาดว่ากำไรสุทธิของทุกบริษัทในกลุ่ม AMC จะเติบโตขึ้นแข็งแกร่งในปี 2564 โดยคาดว่า BAM จะรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นมากที่สุดที่ 100% จากฐานที่ต่ำในปี 2563 และจากการเรียกเก็บเงินสดที่มากขึ้นจากทั้ง NPL และ NPA เราคาดว่าทั้ง JMT และ CHAYO จะรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นแข็งแกร่งในปี 2564 ที่ราว 30% หนุนจากการเรียกเก็บเงินสดที่มากขึ้นและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว
พร้อมยังบอกอีกว่า ยังคงมุมมองบวกต่อกลุ่มจากทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งของการเรียกเก็บเงินสดและ อุปทาน NPL ที่สูงขึ้นในปี 2564 คงคำแนะนำ "ซื้อ" BAM ด้วยราคาเป้ าหมายที่ 25.5 บาท และแนะนำ "ซื้อ" JMT โดยเพิ่มราคาเป้าหมายของ JMT ขึ้นเป็น 48 บาท จาก 42 บาท จากการปรับประมาณการกำไรสุทธิหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 4/2563 ที่ดีกว่าคาด เราคงคำแนะนำ "ถือ" CHAYO แต่เพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 10.4 บาท จาก 9.5 บาท จากแนวโน้มกรณีเรียกเก็บเงินสดที่แข็งแกร่งกว่าคาดในไตรมาส 1/2564
BAM ราคาหุ้นที่ยังมี Upside
โดยเริ่มจาก BAM ล่าสุดในงาน "บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day)" นายบัณฑิต อนันตมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้าหมายในระยะ 5 ปีข้างหน้า เริ่มจากในปี 64 ตั้งเป้าผลเรียกเก็บที่ 17,453 ล้านบาท ส่วนปี 65 ตั้งเป้าผลเรียกเก็บที่ 18,953 ล้านบาท ปี 66 คาดอยู่ที่20,510 ล้านบาท ปี 67 คาดอยู่ที่ 22,199 ล้านบาท และปี 68 คาดอยู่ที่ 24,036 ล้านบาท
โดยในปี 64 ตั้งเป้าผลเรียกเก็บที่ 17,453 ล้านบาท แบ่งเป็น NPL จำนวน 10,453 ล้านบาท และ NPA จำนวน 7,000 ล้านบาท และวางงบลงทุนซื้อสินทรัพย์ NPL, NPA เข้ามาบริหารไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท โดยมองว่ายังมี NPL บางส่วนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เนื่องจากพบว่ามีจำนวนบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ให้การช่วยเหลือในระบบรวมทั้งสิ้น 6.02 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ 2 ล้านล้านบาท หากกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถกลับมาจ่ายชำระตามปกติได้ ก็จะไหลมาสู่บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างติดตามว่าจะมีปริมาณ NPL ออกมาเท่าไหร่
นอกจากนี้บริษัทคาดกำไรสุทธิปี 64 เบื้องต้นประเมินว่ามีโอกาสจะกลับไปยืนใกล้เคียงกับปี 62 ที่อยู่ระดับ 6,549.30 ล้านบาท เพราะว่าปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องด้วยสัดส่วนกำไรจาก NPL, NPA และรายได้ดอกเบี้ยก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาส 4/63
ขณะเดียวกันในปี 64 วางเป้าเพิ่มฐานลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า 3,500 บัญชีในปี 64 เพื่อให้มีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 140 ล้านบาทต่อเดือน ส่วน NPA ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าขายผ่อนชำระมากกว่า 1,000 บัญชีในปี 64 เพื่อให้มีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15 ล้านบาทต่อเดือน โดยตั้งงบลงทุนไว้ที่ 226 ล้านบาท เพื่อรองรับการปรับปรุงทรัพย์เพื่อให้พร้อมขาย
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า แนวโน้มผลประกอบการในปี 2564 คาดว่าจะฟื้นตัวจากการขาย NPL และ NPA โดยในส่วนของการขาย NPL แม้ว่าจะมีการระงับการขายทอดตลาดทรัพย์ของกรมบังคับคดีในช่วง ม.ค. ทำให้อาจกระทบผลประกอบการในไตรมาส 1/64 บ้าง แต่ผลกระทบยังไม่มากเท่ากับในปี 2563 ที่ผ่านมา
ขณะที่ทางบริษัทยังมีนโยบายการพิจารณาราคาพิเศษให้กับลูกหนี้ที่ประสงค์จะปิดหนี้ และจะเน้นเพิ่มสัดส่วนลูกหนี้ปรับโครงสร้างให้มากขึ้น ทำให้อาจเห็นกระแสเงินสดเข้ามาเร็วขึ้น ด้าน NPA บริษัทมีนโยบายการขายให้เร็วขึ้น ด้วยการปรับปรุงทรัพย์ก่อนขายและการเพิ่มช่องทางการขาย โดยบริษัทตั้งเป้าปี 2564 จะเพิ่มกระแสเงินสดรับเป็น 1.7 หมื่นล้านบาท จากในปีก่อน 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท ทำให้เราคาดกำไรปี 2564 จะอยู่ที่ราว 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 92%จากปี 2563 ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ ซื้อให้ราคาเป้าหมายสำหรับปี 2564 ที่ 24.80 บาท แม้แนวโน้มผลประกอบการปี 63 จะไม่สดใส แต่คาดปี 64 จะเริ่มเห็นการฟื้นตัว บวกกับราคาหุ้นที่ยังมี Upside ราว 15%
JMT หุ้น Growth Stock
ขณะที่ JMT โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังเห็นพัฒนาการบวกของ JMT ในทุกบรรทัดในปี 2564-65 ทั้ง 1.ยอดเก็บเงินสด-รายได้เติบโตเฉลี่ย 20%เมื่อเทียบปีก่อน จากทั้งบนกองหนี้เก่า-ใหม่ ที่ปัจจุบันเหนือช่วง COVID-19 ระบาดแล้ว
2.อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้น 100-300bps เมื่อเทียบปีก่อน ตามจำนวนกองหนี้ที่ไม่มีต้นทุนที่เติม เพิ่มขึ้น 7,000-10,000 ล้านบาทต่อปี และต้นทุนบริการเติบโตน้อยกว่าจากการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเก็บหนี้ และ3.การลงทุนใน NPL เพิ่มเติม 3-6,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 18-36% จากฐานเงินลงทุน ปริมาณ NPL ยังเพียงพอต่อ AMCs ในตลาด ไม่ทำให้การแข่งขันประมูลน่ากังวล ขณะบริษัทไม่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนด้วย D/E 1.5 เท่า ณ สิ้นปี 2563 หลังแปลงสภาพ JMT -W2 บางส่วนรองรับแผนไว้แล้ว
ดังนั้นปรับราคาเหมาะสมปี 2564 ขึ้นเป็น 53.00 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ และเพื่อสะท้อนการเติบโตที่ยังคงน่าประทับใจ เราปรับเป้ากำไรสุทธิปี 64-65 ขึ้นเฉลี่ย 22% โดยปี 64 เพิ่มเป็น 1,479 ล้านบาท เติบโต 41% จากปี 63 ส่วนปี 65 เพิ่มเป็น 2,042 ล้านบาท เติบโต 38%จากปี 64 เติบโตในอัตราเฉลี่ยสะสม (CAGR) = 40% ต่อปี ทั้งนี้ระยะสั้นเราเห็นอีกปัจจัยบวกหนุน คือ โอกาสที่อาจถูกเข้าคำนวณใน SET50 ใน 6-12 เดือนข้างหน้า แม้ขนาดของ JMT จะยังเล็กกว่าผู้นำในตลาดอย่าง BAM แต่เราชอบ JMT ที่เป็น Growth Stock และสร้างผลการเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอทั้งในแง่กระแสเงินสดรับและฐานกำไรสุทธิที่กำลังจะขึ้นเทียบชั้นในไม่ช้า
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้บริหารตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ปี 2564 ที่ 30% ด้วยแรงหนุนจากการเก็บเงินสดและการเก็บเงินสดที่แข็งแกรงขึ้น รวมถึงพอร์ตที่ตัดจำหน่ายเต็มมากขึ้น โดยเพิ่มงบลงทุนขึ้นเท่าตัว JMT ตั้งงบในการเข้าซื้อ NPL ในปี 2564 ที่ 6,000-10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปี 2563 ที่ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากอุปทาน NPL ที่สูงขึ้นในปี 2564 หลังจากมาตรการช่วยเหลือของ ธปท. สิ้นสุดลงในกลางปี 2564 ผู้บริหารคาดว่าการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่จะส่งผลกระทบต่อสภาวะ NPL ล้นตลาดไม่มากนัก คาดว่าราคาซื้อ NPL จะมีระดับทรงตัว
ก่อนหน้านี้นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMT เปิดเผยว่า ในปี 2563 ใช้งบลงทุนซื้อหนี้ไปจำนวน 3,516 ล้านบาท หนุนปัจจุบันพอร์ตหนี้ ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 207,051 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าพอร์ตที่มียอดสินเชื่อคงค้างรวม (Outstanding Balance) ผ่านระดับ 2 แสนล้านบาทแล้ว ส่วนยอดจัดเก็บหนี้ (Cash Collection) ทำได้ดี อยู่ที่ 3,704 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 15% มีกองหนี้ที่ Fully Amortized เพิ่ม ตัดมูลค่าเงินลงทุนหมด หนุนกำไรโตเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง และต่อเนื่องในปี 2564
อย่างไรก็ดี ภาพรวมหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ในระบบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นโอกาสของ JMT ในปี 2564 จากสถาบันการเงินจะเร่งทยอยขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมาเพื่อปรับพอร์ต NPL และภาพรวมเศรษฐกิจสนับสนุนให้ปีนี้เป็นโอกาสในการซื้อหนี้เข้ามาบริหารด้วยต้นทุนที่ดี วางงบลงทุนซื้อหนี้ปีนี้ไว้ไม่น้อยกว่า 6 พันล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตรหลายราย เพื่อต่อยอดโอกาสในธุรกิจบริหารหนี้ ยิ่งตอกย้ำ JMT เป็นผู้นำในธุรกิจหนี้ด้อยคุณภาพภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ
CHAYO ระยะยาวแรงหนุนเพียบ
และสุดท้าย CHAYO โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ได้ปรับกำไรสุทธิปี 64 ลง 6% อยู่ที่ 210 ล้านบาท (+36% YoY) ส่วนปี 65 ลง 5% อยู่ที่ 282 ล้านบาท (+34% YoY) เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายที่สูง โดยเป็นผลจากการปรับ 1.เพิ่มค่าใช้จ่ายดำเนินงานขึ้นปีละ 6% และ 2.ปรับเพิ่ม credit cost ขึ้นปีละ 121 bps และ 160 bps เพื่อสะท้อนแนวโน้มการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อหนี้เสียประเภท unsecured loan มาบริหารเพิ่มขึ้นสูงในช่วงไตรมาส 4/63 ที่ผ่านมา
เราปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 10.40 บาท จากเดิม 11.00 บาท โดยเราประเมินว่า CHAYO ควรที่จะเทรด premium จากอดีต หนุนโดยแนวโน้มผลการดำเนินงานในระยะยาวที่จะได้รับแรงหนุนจากอุปทานหนี้เสียในอุตสาหกรรมที่จะขายออกมาสูง และต่อเนื่อง, แนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ รวมทั้งโอกาสในการขยายตัวทางธุรกิจที่สูงขึ้นภายหลังที่การร่วมทุน JV มีความชัดเจนในไตรมาส 1/64 และสามารถดำเนินธุรกิจได้ในไตรมาส 3/64
ก่อนหน้านี้ นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CHAYO เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2564 บริษัท ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 25% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยตั้งเป้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารเพิ่มเติมอีก 10,000 ล้านบาท ด้วยการตั้งงบลงทุนเพื่อซื้อหนี้ไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าหนี้ด้อยคุณภาพในระบบยังมีอยู่สูงเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้น สถาบันการเงินจะทยอยขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง
ด้านธุรกิจเจรจา ติดตามและเร่งรัดหนี้สิน ในปี 2564 ตั้งเป้าเติบโตไม่น้อยกว่า 20% จากรายได้ในปีที่แล้วที่อยู่ที่ 51.32 ล้านบาท โดยบริษัทได้เริ่มเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจนี้แล้วในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2564 ส่วนธุรกิจปล่อยสินเชื่อในปี 2564 บริษัทวางเป้ายอดการปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มอีก 200%ประมาณ 150 - 200 ล้านบาท เติบโตจากสิ้นปี 2563 ที่อยู่ที่ราว 51 ล้านบาท

