เปิดรายชื่อ 7 บริษัทในตลาดหุ้นรับผลบวก เมื่อไทยเจรจา “การค้าเสรี” กับยูเออี
เมื่อไทยและสหรัฐฯอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ร่วมกันประกาศเริ่มการเจรจาจัดทำการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกัน ซึ่งจะเริ่มต้นการเจรจาในวันที่ 16-18 พ.ค. โดย UAE เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นครั้งแรกที่ดูไบ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
จากประเด็นดังกล่าว เป็นผลดีต่อภาพรวมการส่งออกของไทย โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ประเด็นไทยและสหรัฐฯอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศเริ่มจัดทำ FTA ระหว่างกัน โดยจะเริ่มต้นเจรจาวันที่ 16-18 พ.ค. 66 และดำเนินการให้เสร็จใน 6 เดือน
ทั้งนี้ภาครัฐฯประเมินผลบวก 1.ช่วยเปิดประตูการค้าไปยังอีก 5 ประเทศแถบอาหรับ (ซาอุฯ บาห์เรน โอมาน กาตาร์ คูเวต) และ 2.คาดช่วยเพิ่มยอดส่งออกไป UAE ประเมิน 7 หมื่นล้านบาทภายใน 1 ปี โดยสินค้าที่ได้ประโยชน์หลัก คือ อาหาร อาหารทะเลกระป๋อง แปรรูป สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ส่วนภาคบริการลุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
มองเป็นตัวช่วยการฟื้นตัวภาคส่งออกไทยระยะถัดไป และเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นที่มีสินค้าและบริการดังกล่าว อาทิ TU, ASIAN, STA, STGT, BDMS, BH, BCH
[สำรวจปัจจัยพื้นหุ้น 7 หุ้นรับผลบวก]
TU นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/66 เบื้องต้นที่ 1.3 – 1.4 พันล้านบาท ฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาก่อน จากปริมาณออเดอร์ที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตามประเมินว่ายังชะลอลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาต้นทุนที่จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน
ทั้งนี้บริษัทมีการปรับเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2566 ลงเป็น 3-4% (จากเดิม 4-5% ) จากการปรับสมมติฐานค่าเงินลง และคงเป้า GPM และ SG&A/Sales ที่ 17.5 - 18.0% และ 11.0 - 12.0% ตามลำดับ ซึ่งยังสูงกว่าประมาณการกำไรของฝ่ายวิจัย สะท้อนว่าประมาณการยัง Conservative เทียบกับเป้าของบริษัท
โดยทำให้ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2566 ที่ 6,194 ล้านบาท ลดลง 14% จากปีก่อน ซึ่งคาดเห็นการฟื้นตัวของกำไรเมื่อเทียบรายไตรมาสได้ต่อเนื่องในไตรมาส 2-3/66 คงราคาเป้าหมายที่ 17 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” เชิงกลยุทธ์ในระยะสั้นยังขาดประเด็นบวกหนุนจึงยังไม่ต้องรีบเข้าลงทุน
ASIAN ยังไม่ฟื้นในไตรมาส 2
ASIAN นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า ไตรมาส 2/66 ยังฟื้นตัวไม่เร็ว แม้ว่าแนวโน้มอาหารสัตว์เลี้ยงจะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวบ้าง แต่คาดว่ายอดขายสินค้ามูลค่าเพิ่ม (VAP) ที่ปกติจะมีอัตรากำไรสูงกว่าอาหารสัตว์เลี้ยงยังฟื้นตัวไม่เร็วในไตรมาส 2/66
โดยทำให้ภาพรวมคาดว่าการฟื้นตัวยังไม่เกิดขึ้นเร็วในไตรมาส 2/66 และการฟื้นตัวของผลประกอบการคาดว่าหากจะเกิดขึ้น จะอยู่ในครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้าอย่างสหรัฐและยุโรปที่เป็นรายได้หลักของบริษัท การ ประเมินราคาพื้นฐานปี 23 ที่ 9.92 บาท ปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ”
STA กลุ่มถุงมือยางอ่อนตัว
STA นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 22 บาท โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2566-2567 ที่ 3.6 พันล้านบาท และ 3.2 พันล้านบาท จากการจากคาดการณ์รายได้ที่ 1.01 แสนล้านบาท และ 1.08 แสนล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้รายได้จากกลุ่มถุงมือยางอ่อนตัวลงต่อเนื่อง หลังจาก supply ในตลาดสูงขึ้นและมีการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้มี ASP อ่อนตัวลง ขณะที่รายได้จากยางธรรมชาติ คาดว่าจะยังมีปริมาณการขายที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.0 ล้านตัน จาก Demand ที่ย้ายมาจากอินโดนีเซีย และคาดราคายางธรรมชาติจะมีการฟื้นตัวจาก Demand ที่สูงขึ้นจากจีนและกลุ่มผู้ผลิตยางล้อกลุ่ม Non-China โดยคาดว่า ASP ช่วงปี 2566 ของยางธรรมชาติจะอยู่ที่ 140-160 c/kg
STGT กำไรจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3
STGT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 11 บาท โดยแนวโน้มไตรมาส 2/66 คาดกำไรสุทธิดีขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณขาย/ราคาถุงมือ/GPM ค่อยๆดีขึ้น แต่ยังลดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้คาดจะเห็นกำไรสุทธิเพิ่มในไตรมาส 3/66 เป็นต้นไป เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า (ปริมาณขาย/ราคาถุงมือ/GPM ดีขึ้น) แต่การฟื้นนี้ยังไม่สูงมากจึงคาดกำไรสุทธิยังไม่เด่นคือลดลง 33% ในปี 66 ก่อนจะเติบโต 41% ในปี 67 จากความต้องการและราคาถุงมือเติบโต
BDMS ปัจจัยหนุนชาวจีนและซาอุฯ
BDMS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 34.50 บาท โดยภาพรวมทั้งปี 66 คาดรายได้โต 7% ใกล้เคียงเป้าของผู้บริหาร และคาดกำไรโต 7% จากปีก่อน อาจมี upside ปัจจัยหนุนคือผู้ป่วยชาวจีนและซาอุดิอาระเบียและ EBITDA Margin ที่มีโอกาสทำได้ดีกว่าคาด และเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
BH ไตรมาส 2 ไม่น่าตื่นเต้น
BH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 250 บาท โดยมองว่าไตรมาส 2/66 แนวโน้มผลประกอบการที่ไม่ตื่นเต้น คือ เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มตะวันออกกลางลดลงช่วงฤดูถือศีลอด ซึ่งกระทบ GM ด้วย
ส่วน PER ปี 66 ปัจจุบันอยู่ที่ 34.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 14% (ขณะที่ปัจจัยกระตุ้นที่ตื่นเต้นเพื่อเล่นบน Premium Valuation เริ่มลดลงแล้ว) รวมทั้งมองว่าปัจจัยบวกใหม่ยังต้องรอพิสูจน์ เช่น ตลาดต่างชาติขยายตัวไปมากกว่าคาด การแข่งขันที่ลดลง หรือการควบคุมค่ามช้จ่ายดีขึ้น ขณะที่ก็มีปัจจัยลบที่อาจเกิดขึ้น เช่น Margin กลับสู่ปกติ การแข่งขันด้านบุคลากรกลับอีกครั้ง และแรงกดดันจากแผนการเปิดโรงพยาบาลใหม่ในภูเก็ตไตรมาส 4/66
BCH ครึ่งปีหลังฟื้นตัว
BCH นักวิเคราะห์บริษัทหยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 25.80 บาท แม้คาดผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 66 จะชะลอตัวจากฐานสูง แต่มองว่าตลาดได้รับรู้ไปแล้ว ขณะที่ครึ่งหลังของปี 66 คาดว่าผลประกอบการจะพลิกกลับมาเติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอีกครั้ง ซึ่งรับผลบวกจากการปรับขึ้นค่าหัวประกันสังคม ปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานจากเดิม 23.70 บาท เป็น 25.80 บาท

