จับตา! ทิศทางอนาคตตลาดหุ้นไทย หลังนักวิเคราะห์ชี้ จะเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แนะนำหุ้นได้ประโยชน์จากนโยบายหาเสียง
ผลการเลือกตั้งที่ออกมา ทำให้ถูกคาดหมายว่าเราน่าจะได้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ กล่าวคือ เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาฯอย่างมีนัยสำคัญ มีพรรคร่วมรัฐบาลไม่มากทำให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายตามที่ได้หาเสียงมาอย่างเต็มที่ ภาวะดังกล่าวทำให้ถูกคาดหมายว่า SET Index น่าจะปรับตัวสูงขึ้น
โดยหากอ้างอิงข้อมูลตามสถิติที่เราได้ศึกษามาพบว่า สัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้ง SET Index น่าจะปรับตัวขึ้น 3.8% ด้วยความน่าจะเป็น 80% และหากอิงข้อมูลในเชิงบรรยากาศการเมื่องเทียบเคียงกับช่วงที่ พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรกแบบ Landslide ในปี 2544 ทั้งนี้พบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว SET Index ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการ ที่รายงานโดย กกต. (เวลา 07.30 น. นับคะแนนแล้ว 99%) พบว่าพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส. สูงที่สุดได้แก่ พรรคก้าวไกล มีจำนวน ส.ส. รวม 151 คน ตามมาด้วย พรรคเพื่อไทย มีจำนวน ส.ส. 141 คน อันดับ 3 ได้แก่ ภูมิใจไทย 70 คน (ดูตารางด้านล่าง) ทั้งนี้มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ราว 75% ราว 39.2 ล้านคน
โดยจากผลการเลือกตั้งดังกล่าวเห็นว่า เกิดการสลับขั้วการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม น่าจะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล โดยในเบื้องต้นหากรวมเฉพาะพรรคฝ่ายค้านหลักเดิมอย่าง ก้าวไกล และ เพื่อไทย ซึ่งจำนวน ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการที่รายงานโดยกกต.มีคะแนนเสียงรวมกัน มากถึง 291 เสียง ซึ่งตามหลักการก็ควรได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล
[รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพ]
รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ประเมินจากจำนวน ส.ส. ของพรรคที่มีโอกาสร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้น่าจะมีจำนวนเสียงที่มากกว่า พรรคฝ่ายค้านอย่างมีนัยสำคัญ ซื่งน่าจะทำให้ รายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เสนอโดยพรรคร่วมที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ น่าจะสามารถผ่านด่านของ ส.ว. ออกไปได้
ขณะที่การเดินนโยบายรัฐบาลน่าจะมีเอกภาพมากขึ้น ด้วยคะแนนเสียงที่กระจุกตัวอยู่ที่ไม่กี่พรรคการเมือง ทำให้จำนวนพรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ได้มีมากนัก ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวน่าจะทำให้การเดินหน้านโยบายต่างๆ มีความเป็นเอกภาพและทิศทางที่ชัดเจน
ทั้งนี้หากเจาะลึกรายละเอียดนโยบายไฮไลท์ของพรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ เริ่มจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 คือ พรรคก้าวไกล “เน้นปรับโครงสร้างทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มสวัสดิการทุกช่วงวัย”
ด้านพรรคคะแนนเสียงอันดับ 2 คือ พรรคเพื่อไทย “เน้นเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส พร้อมกับคาดหวัง GDP กลับมาเติบโตเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 5%”
[หนุน Fund Flow ไหลเข้าเฉลี่ย 9 พันล้านบาท]
ดังนั้นจากพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองดังกล่าว เชื่อว่าตลาดหุ้นน่าจะตอบสนองเชิงบวกหากจะเทียบเคียงอารมณ์ อาจคล้ายช่วงเวลาที่ พรรคไทยรักไทย ชนะเลือกตั้งแบบ Landslide ในปี 2544
โดยตอนนั้น SET Index ขึ้น 8.5% ในสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้ง และ 19% ใน 1 เดือนหลังเลือกตั้ง หรือน้อยที่สุดน่าจะทำให้ SET Index ปรับขึ้นไปได้ตามข้อมูลเชิงสถิติในอดีต 5 ครั้งหลังสุด กล่าวคือ 3.8% ในสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้ง และ 3.1% ในช่วง 1 เดือนแรกหลังเลือกตั้ง โดยมี Fund Flow ไหลเข้าเฉลี่ย 9 พันล้านบาท
[หุ้นได้ประโยชน์จากนโยบายหาเสียง]
ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหาเสียง แนะนำ 6 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ COMM (CPALL, CRC, HMPRO, COM7), FIN (MTC, SAWAD, TIDLOR) , BANK (KBANK, KTB) , FOOD (SNNP, CBG) , CONS (CK, STEC), CONMAT (SCC)
[บล.ธนชาตมอง 2 มุม การจัดตั้งรัฐบาล]
ขณะที่ในด้านของ บริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองเกี่ยวกับ “อนาคตของ SET กับการเมืองไทย” ว่าผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคก้าวไกล ได้จำนวนที่นั่งมากที่สุด 151 ที่นั่ง รองลงมาเป็นเพื่อไทย 140 ที่นั่ง และภูมิใจไทย 71 ที่นั่ง
ดังนั้น หน้าตาการจับขั้วรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร?….เรามองเป็น 2 กรณี ได้แก่ เพื่อไทย+ก้าวไกล จัดตั้งเป็นรัฐบาล จะได้ที่นั่งรวมประมาณ 328 ที่นั่ง ซึ่งกรณีนี้จะเป็นภาพที่ประชาชนอยากเห็น
แต่เรามองว่าทางเลือกนี้มีโอกาสที่ทักษิณจะกลับบ้านได้น้อยลง และมีความเสี่ยง 3 ประเด็น คือ เสถียรภาพของรัฐบาล และคดีถือหุ้นสื่อของคุณพิธา ประกอบกับการจัดตั้งรัฐบาลไม่ลงตัว (Deadlock) กรณี ส.ว. ไม่โหวตให้คุณพิธาเป็นนายก รวมถึงความเสี่ยงจากการเสนอเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เกี่ยวกับสถาบันฯ และปฏิรูปกองทัพ
กรณีที่ 2 คือ เพื่อไทย+ฝั่งอนุรักษ์นิยม จัดตั้งเป็นรัฐบาล จะได้ที่นั่งรวมประมาณ 313 ที่นั่ง ซึ่งกรณีนี้เรามองว่าทักษิณมีโอกาสกลับบ้านได้ราบรื่นกว่า และรัฐบาลใหม่จะอยู่ได้นานกว่ากรณี เพื่อไทย+ก้าวไกล
อย่างไรก็ดี เรามองว่าตลาดมีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น แม้ในระยะสั้น ตลาดอาจตอบรับเชิง “บวก” จากนโยบายประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาวจะเป็นผลเสียต่อการเติบโตเชิงโครงสร้าง รวมถึงการขึ้นค่าแรงเชิงรุกจะเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนจากต่างประเทศ
