จบแล้วครับนาย! TBN เข้าเทรดเพียง 2 วัน ราคาหุ้นร่วงติดฟลอร์ปิดที่ 29.50 บาท หลังตลาดหลักทรัพย์เตือนพบแรงเก็งกำไรสูง
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TBN หรือ บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปิดตลาดปรับตัวลดลงจนติดระดับฟลอร์ มาอยู่ที่ระดับ 29.50 บาทต่อหุ้น ลดลง 30.59% หรือลดลง 13 บาทต่อหุ้น หลังจากที่วานนี้ (19 มิ.ย.66) หุ้น TBN เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรก ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นไปกว่า 150% ยืนเหนือราคาจองซื้อหุ้นไอพีโอที่ 17 บาทต่อหุ้น
ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN เนื่องจากสภาพการซื้อขายภาคเช้าของวันนี้ (20 มิถุนายน 2566) พบว่ามีแรงเก็งกำไรสูงด้วย Turnover ratio ที่ 85% ราคาปิดภาคเช้าที่ 41.5 บาท (เพิ่มขึ้น 144% จากราคา IPO) ด้วยมูลค่าซื้อขายสูงเป็นอันดับหนึ่ง 3,591 ล้านบาท (เมื่อวาน 19 มิถุนายน 2566 อยู่ที่ 2,438 ล้านบาท) และพบการซื้อขายกระจุกตัว (ทั้งด้านซื้อและขาย) ที่ 39% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด ปัจจุบันมี P/E และ P/BV 74.85 เท่า และ 7.93 เท่า ตามลำดับ
ทั้งนี้ เมื่อวานปรากฏรายการขาย Big lot จากผู้ถือหุ้นเดิมที่จำนวน 9.5 ล้านหุ้น ที่ราคา 20.75 บาทต่อหุ้น ซึ่งรายละเอียดเป็นไปตามที่ระบุไว้ในสรุปข้อสนเทศ (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากข่าวของ TBN ในวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ (www.set.or.th)
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขาย นอกจากนี้ ขอให้บริษัทสมาชิกทุกรายกำกับดูแลการซื้อขายและการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ TBN อย่างใกล้ชิดและเคร่งครัด เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งซื้อขายที่อาจไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า TBN เป็นผู้ให้บริการออกแบบและพัฒนาระบบดิจิทัลครบวงจร ให้คำปรึกษาด้าน Digital Transformation และ Solution ตามความต้องการลูกค้าโดยใช้ Low-Code development platform ของ MENDIX ของ SIEMEN ซึ่งบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายรายเดียวในไทย
โดยธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง ปัจจุบันมี Backlog ณ สิ้นปี 65 ที่ 269 ล้านบาท ทำให้เราประเมินว่ารายได้ปี 66 จะเติบโต 31% จากปีก่อน และเป็นรายได้ประจำกว่า 50% เราคาดว่า Core EPS ในปี 66-67 จะเติบโต 125% จากปีก่อน และเติบโต 47% จากปีก่อน ตามลำดับ ประเมินราคาเป้าหมายที่ 29 บาท อิง PER 26 เท่า
