Official Update :

คัด 2 หุ้นเด่นปิโตรเคมีฯ ในวันที่สเปรดขาขึ้นไม่หยุด

ธุรกิจปิโตรเคมีกำลังมีปัจจัยบวกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจาก ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะกลุ่มโอเลฟินส์ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก ที่หนุนความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้ขยายตัว ประกอบราคาน้ำมันยังยืนอยู่ในระดับสูงอีกด้วยเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ปัจจุบันจะย่อตัวลงมาเล็กน้อย


ทั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นใหญ่กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีที่มีความนิยมต่อเนื่องอย่าง PTTGC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) แกนนำของธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่ม ปตท. และIVL หรือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแบบครบวงจร


“สเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์และโพลีเอสเตอร์ปรับขึ้นเด่น แม้ราคาแนฟทาปรับขึ้นต่อเนื่องอีก +4%จากสัปดาห์ก่อน แต่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีโดยเฉพาะสายโอเลฟินส์ปรับขึ้นสูงกว่า ทำให้สเปรดยังคงสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าว


นอกจากนั้น สเปรดในสายโพลีเอสเตอร์ (PET) ก็ปรับขึ้นเด่นตามราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นประกอบกับราคาวัตถุดิบ (MEG) ปรับลดลง ทั้งนี้ประเด็นบวกหลักคืออุปสงค์แข็งแกร่ง ประกอบกับอุปทานตึงตัวจากโรงงานปิโตรเคมีหลายโรงปิดซ่อมบำรุง รวมถึงผู้ผลิตในสหรัฐฯ ผลิตได้น้อยลงจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย



PTTGC รับราคาพื้นฐานเพิ่มขึ้น

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เราเชื่อว่ากำไรของ  PTTGC  จะกลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในปี 2564 โดยเฉพาะธุรกิจ Olefins and derivatives ซึ่งจะได้ประโยชน์จากราคาผลิตภัณฑ์ PE ที่ฟื้นตัวและการเริ่มโครงการ ORP ซึ่งคาดว่าจะ COD ได้ในไตรมาส 1/2564 จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายใหม่ 78.00 บาท (จากเดิม 75.00 บาท)


ทั้งนี้ ราคา PE มีแนวโน้มยืนสูงได้ในครึ่งแรกของปี 2564 โดย PTTGC ราคาผลิตภัณฑ์ PE ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2/2563 โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาราคา HDPE ยืนอยู่ที่ 1,305 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 839 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ในไตรมาส 1/2563 ขณะที่ราคา LLDPE ปรับตัวเป็น 1,290 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน จาก 847 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน


เราเชื่อว่าราคา PE ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้รับปัจจัยผลักดันจาก 1.ราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัว 2.อุปสงค์บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง 3.planned maintenance shutdown ของโรงงานแครกเกอร์ในเอเชีย และ 4.อุปทานที่ตึงตัวจากเหตุการณ์ polar vortex ใน US ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีหยุดชะงัก โดยเฉพาะรัฐเท็กซัส ทั้งนี้เราเชื่อว่าราคาผลิตภัณฑ์ PE จะสามารถยืนสูงได้ตลอดครึ่งปีแรกของปี 2564 ก่อนที่จะลดลงในครึ่งปีหลังของปี 2564 หลังจากที่มีอุปทานใหม่ๆเข้ามา


คาดอุปสงค์ PE จะฟื้นตัวแรง โดยบริษัท IHS ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการสารสนเทศชั้นนำ ได้ประเมินว่าอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ PE จะสูงขึ้นเป็น 109 ล้านตันในปี 2564 จากในปี 2563 อยู่ที่ 104 ล้านตัน หลักๆจากความต้องการใช้แผ่นฟิล์มและจุดประสงค์ทางการแพทย์ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ปัจจัยเสริมอื่นๆจะมาจากมาตรการการเว้นระยะห่างและการเติบโตของอุตสาหกรรมขนส่งอาหาร (food delivery)


นอกจากนี้โครงการ ORP จะช่วยให้  PTTGC  เพิ่มกำลังการผลิต เอทิลีน (ethylene) 0.5 ล้านตันต่อปี (mta) และโพรพิลีน (propylene) 0.25 mta ภายในไตรมาส 1/2564 (คิดเป็นการเติบโต 25% จากกำลังการผลิต Olefins เดิม) นอกจากนี้ บริษัทเตรียมที่จะเปิดโรงงานรีไซเคิลที่มีกำลังการผลิต rPET 45 kta และ rHDPE 15 kta ซึ่งมี COD ในไตรมาส 4/2564


ดังนั้นปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 25% มาอยู่ที่ 15,294 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท และเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ขึ้น 17% มาอยู่ที่ 18,340 ล้านบาท โดยได้ปรับสมมติฐานราคา HDPE ขึ้นอยู่ในช่วง 1,040-1,075 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน จากเดิม 995-1,010 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และปรับสมมติฐานราคา LLDPE ขึ้นอยู่ในช่วง 1,020-1,068 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ใน 2 ปีข้างหน้า จากเดิม 975-990 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพื่อสะท้อนสภาพตลาดที่ตึงตัวกว่าคาดในไตรมาส 1/2564 โดยได้ปรับราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้นเป็น 58 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 57 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ใน 2 ปีข้างหน้า จากเดิม 54 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 56 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล


ล่าสุดดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทนัดพิเศษ วันที่ 18 มีนาคม 2564 มีมติอนุมัติให้ PTTGC เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) หรือ VNT ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเพิกถอนหุ้น VNT ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Delisting Tender Offer: DTO) จากผู้ถือหุ้นทุกรายในราคาเสนอซื้อต่อหุ้นไม่เกิน 39 บาท ซึ่งอาจมีการปรับราคาตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 12/2554 


โดย AGC Inc. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ VNT ได้แสดงเจตนาที่จะไม่ขายหุ้นสามัญใน VNT ที่ AGC Inc. ถืออยู่โดยตรงทั้งหมด VNT จะยังคงเป็นธุรกิจหลักและบริษัทลูกของ AGC หลังจากการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ


ทั้งนี้ หาก VNT สามารถดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ PTTGC และ AGC Inc. มีแผนที่จะสนับสนุนการควบบริษัทระหว่าง VNT และ บริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด (AGC-TH) โดยก่อนที่การควบรวมจะแล้วเสร็จ AGC-TH จะปรับโครงสร้าง โดยจะรวมธุรกิจของ AGC Inc. ในประเทศเวียดนามมาอยู่ภายใต้ AGC-TH ก่อนควบรวมกับ VNT เป็นบริษัทแห่งใหม่ (NewCo)


ทั้งนี้เป็นการร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่ง (Synergy) ให้กับ VNT และบริษัทย่อยอื่น ๆ ของ AGC เพื่อเป็นผู้ดำเนินธุรกิจ PVC และ Chlor-Alkali แบบครบวงจรในประเทศไทยและเวียดนาม โดยภายหลังการควบรวมบริษัทแห่งใหม่ (NewCo) จะมีการใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost Effective) และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ในกำลังการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตพลาสติกพีวีซี (PVC) 450,000 ตันต่อปี ผลิตภัณฑ์คลอร์-อัลคาไล หรือโซดาไฟ (Chlor-Alkali) 720,000 ตันต่อปี และผลิตภัณฑ์อีพิคลอโรไฮดรินฐานชีวภาพ (Epichlorohydrin: ECH) 120,000 ตันต่อปี โดยเมื่อการควบรวมบริษัทแล้วเสร็จ บริษัทฯ อาจพิจารณาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทใหม่ ตามจำนวนและราคาของหุ้นเพิ่มทุนที่ บริษัทฯ จะได้พิจารณาต่อไป


สำหรับการลงทุนในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อการเติบโต พร้อมขยายฐาน สร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำ ของ PTTGC และพร้อมต่อยอดไปสู่ธุรกิจในส่วนของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์คลอร์-อัลคาไล หรือโซดาไฟ (Chlor-Alkali)  และธุรกิจ PVC ซึ่งมีอัตราการเติบโตในระดับที่สูง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าในธุรกิจสายโอเลฟินส์ให้กับ PTTGC



IVL
การดำเนินงานที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

ต่อมา IVL โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ได้แนะนำ“ทยอยซื้อ” IVL ปรับราคาพื้นฐานเป็น 49 บาท สะท้อนการดำเนินงานที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นตัวและแนวโน้มการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น ทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการผลการดำเนินงานปี 2564 ขึ้นจากเดิม ปรับคำแนะนำเป็น “ทยอยซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 49 บาท


ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ดีขึ้นหนุนงบไตรมาส 1/2564 ฟื้นตัว โดยปกติครึ่งแรกของปีจะเป็นฤดูขายซึ่งจะหนุนให้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น และคาดว่าในปีนี้จะเห็นการฟื้นตัวแรงหลัง COVID-19 คลี่คลาย โดยเฉพาะกลุ่ม Lifestyle และ Mobility รวมถึง IOD ที่ปีก่อนหน้ามีหยุดซ่อมบำรุง ขณะที่ PET คาดปริมาณขายยังดีต่อเนื่องจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ยังดี และหากพิจารณาส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ใน 3 เดือนแรกของปีพบว่าเพิ่มขึ้นราว 30% จาก 3 เดือนก่อนหน้า


นอกจากนี้ ผู้บริหารแจ้งแนวโน้มการดำเนินงานปี 2564 จะกลับมาฟื้นตัวได้แข็งแกร่งอีกครั้ง จากปัจจัยลบที่เกิดในปี ที่ผ่านมาคลี่คลายลงทั้งจาก COVID-19 และการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน IOD คาดปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นราว 12% จากปีก่อน หลัก ๆ จากการฟื้นตัวของกลุ่ม Fibers และ IOD ที่ได้ผลบวกจากกำลังซื้อกลับมา และความได้เปรียบในส่วนต้นทุน shale gas ของโรงงาน cracker ในสหรัฐจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ส่วนธุรกิจ PET คาดยังเติบโตได้ต่อเนื่อง


ดังนั้นทางฝ่ายวิจัยจึงได้ปรับประมาณการผลการดำเนินงานของ IVL ปี 2564 ขึ้นจากเดิม เป็นผลมาจากทั้งจากปริมาณขายเพิ่มขึ้น และส่วนต่างราคาขายทั้ง 3 ธุรกิจที่ดีขึ้น และปรับกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 12,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นโดดเด่นจากปี 2563 มีกำไรสุทธิ 2,414 ล้านบาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”