Sell in May and Go Away หุ้นไหนจะถูกเท ตัวไหนจะโดนเปย์
ตลาดหุ้นไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงของการพักฐานเหมือนกับตลาดหุ้นต่างชาติหรือไม่ในช่วงเดือนพ.ค.ถึงเดือนมิ.ย. เพราะมีนักลงทุนหลายเริ่มมีความกังวลแล้วว่าทำไมตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ดูจะตื้อๆไม่ขึ้นไม่ลง พูดง่ายๆก็คือไม่ไปไหนซักที หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีวิ่งขึ้นไต่ระดับจนน่าใจหาย แล้วก็มีบางจังหวะที่ลดฮวบแบบน่าตกใจเช่นกัน
ขณะเดียวกันถือเป็นช่วงบังเอิญหรือว่าเค้ากำหนดมาแล้ว เพราะในช่วงเดือนพ.ค.จะเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเพื่อเข้าสู่โหมดของการพักฐาน เพราะเป็นช่วงที่หลายบริษัทจดทะเบียนจะเริ่มทยอยประกาศงบไตรมาส1/64 รวมถึงในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันเองก็ได้รับเงินปันผลงวดปี 63 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพ.ค.นี้ มีโอกาสที่จะเข้าข่ายเหตุการณ์ “Sell in May and Go Away”
สำหรับ “Sell in May and Go Away” คืออะไร คุณฐิติเมธ โภคชัย ผู้ช่วยผู้บริหารงาน ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เขียนบรรยายสรุปไว้ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์หัวข้อ “ห้องเรียนนักลงทุน” ไว้ว่า Sell in May and Go Awayเป็นเหตุการณ์ที่นักลงทุนขายหุ้นทำกำไรในช่วงเดือนพฤษภาคม จากนั้นจะรอให้ตลาดปรับฐานลงถึงจุดต่ำสุด ซึ่งโดยสถิติจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ จนกระทั่งเริ่มเห็นสัญญาณตลาดฟื้นตัว จึงค่อยเริ่มซื้อหุ้นอีกครั้ง โดยเหตุการณ์ Sell in May and Go Away เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นต่างประเทศ
ทั้งนี้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงในช่วงเดือนพฤษภาคมก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน จากผลศึกษาข้อมูลดัชนีสําคัญทั่วโลก 15 ปีย้อนหลัง พบว่ามีความน่าจะเป็นประมาณ 50% ที่ตลาดหุ้นจะปรับลดลงในเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นประเทศตะวันตก ได้แก่ ตลาดหุ้นนิวยอร์ก เยอรมัน และอังกฤษ และจะเกิดกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย และฟิลิปปินส์
สำหรับผลจากการเกิดเหตุการณ์นี้ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในเดือนพฤษภาคมอยู่ในระดับต่ำหรือถึงขั้นติดลบ โดยผลตอบแทนเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (เฉพาะเดือนพฤษภาคม) ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ติดลบ 1.5%, 1.0% และ 0.3% ตามลำดับ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอังกฤษ นิวยอร์ก และเยอรมัน ติดลบ 0.6% 0.1% และ 0.1% ตามลำดับ
ขณะที่บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า Sell in May and Go Away คือปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายในเดือนพฤษภาคมและมีแนวโน้มราคาลดลง หากดูจากสถิติ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET50 ในเดือนพฤษภาคมปรับลดลงถึง 7 ปี จาก 10 ปี ซึ่งคิดเป็นความน่าจะเป็นกว่า 70%
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ Wealthy Thai ฟังถึงวิธีการเฟ้นหาหุ้นในช่วง “Sell in May” ว่า กลุ่มหุ้นภาพหลักที่เชื่อมโยงกับตลาดหุ้นต่างประเทศและเกี่ยวข้องกับภาพรวมของการฟื้นตัวเศรษฐกิจคงจะหนีไม่พ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึงกลุ่มธีม Reopening Play เช่นโรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า หรือกลุ่มค้าปลีก
โดยการหาหุ้นเด่นของกลุ่มคงจะต้องเน้นและหาหุ้นที่มีทิศทางธุรกิจที่เอื้อต่อปัจจัยหนุนของภาพโดยรวมและปัจจัยหนุนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหุ้นที่ WINNER หรือผู้นำตลาดสุดท้ายแล้วยังไงก็เป็น WINNER เพราะมีสตอรี่เด่นและกำไรฟื้นตัวได้จริง ถ้าเกิดการปรับฐานในรอบนี้ก็ทำให้มีความน่าสนใจ หุ้นที่เราเลือกมาได้แก่ IRPC,BBL,CENTEL,MINTและ HMPRO ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มหุ้นเหล่านี้แม้ราคาจะขึ้นไปแล้วถ้าตลาดปรับฐานในรอบนี้ก็ยังมีความน่าสนใจ
ทั้งนี้หุ้นในแต่ละตัวมีความน่าสนใจ โดย IRPC ส่วนต่างราคาขายกลุ่มอะโรเมติกส์จะดีขึ้น ขณะที่แบงก์ใหญ่อย่าง BBL จะสามารถฟื้นตัวรองรับไปกับเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมา ส่วนกลุ่มธีมเปิดเมืองอย่างโรงแรม โดยเฉพาะ MINT และ CENTEL มีอัพไซด์ที่ตึงตัวแล้ว แต่ถ้าปรับฐานลงมาก็ทำให้ช่องว่างตรงนี้เปิดขึ้น และกลุ่มค้าปลีก HMPRO แม้อัตราการโตของยอดขายแต่ละสาขาจะติดลบเล็กน้อยแต่ชื่อว่าภาพจากนี้ไปครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวโดดเด่น
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่าส่วนต่างราคา (สเปรด) PP และABS ปี 64 จะอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐต่อตันและ1,300 เหรียญสหรัฐต่อตันสูงขึ้น 10% และ15% จากปี ก่อนเราเห็นอัพไซด์จากอุปสงค์ของจีน โดยทุก ๆ 100 เหรียญสหรัฐต่อตันที่เพิ่มขึ้นในสเปรด ABS และPP จะส่งผลให้GIM เพิ่ม 0.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาย 4.50 บาท
ขณะที่ BBL บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่า EPS โตแกร่ง Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจจึงแนะนำซื้อและปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 160 บาท โดยคาดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและต้นทุนเครดิตปี 2564 ลดลงเทียบกับปีก่อน เนื่องจาก BBL บันทึกตั้งสำรองล่วงหน้าและค่าใช้จ่ายการรวมธนาคารครั้งเดียว 4 พันล้านบาทในปี 2563 เราปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการในปี 64-65 ขึ้น 5-7% เพื่อสะท้อนเป้าหมายทางการเงินใหม่ คาดว่าผลประกอบการจะเพิ่มขึ้น 61% และ 16% ในปีนี้และปีหน้า
ส่วน MINT ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าไตรมาส 1/64 จะยังคงท้าทายต่อเนื่องจากการหยุดชะงักในยุโรป (คิดเป็น 60% ของรายได้ปกติจากโรงแรมของMINT) และบางส่วนของประเทศไทย ทั้งนี้คาดว่าการฟื้นตัวจะโดดเด่นในครึ่งปี หลัง 64เนื่องจากการฉีดวัคซีนจำนวนมากซึ่งจะช่วยให้การเดินทางกลับสู่ภาวะปกติ
สำหรับการประเมินราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF, 8.9% WACC และการเติบโต 3% เราเชื่อว่าผลขาดทุนของ MINT น่าจะผ่านจุดตต่ำสุดไปแล้วในปี 63 และเราคาดว่าจะฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปี หลัง 64 เป็นต้นไป แต่ราคาหุ้นตอบรับปัจจัยบวกไปแล้ว ความเสี่ยงที่สำคัญคือการฉีดวัคซีนในประเทศไทยเร็วขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ประเมินราคาเป้าหมายที่ 30 บาท
ด้าน CENTEL บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่าจากการระบาดของโควิดระลอก 2 ในประเทศไทย ตั้งแต่ครึ่งหลังเดือนธันวาคม 63 เราคาดว่าแนวโน้มในไตรมาส 1/64 น่าจะยังไม่ค่อยดี โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม เนื่องจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลายแห่งยังคงได้รับผลกระทบหนัก เราคาดว่าการฟื้นตัวจะแข็งแกร่งจากครึ่งปีหลัง 64 เป็นต้นไปจากการฉีดวัคซีนจำนวนมากในประเทศไทย
ทั้งนี้หุ้นซื้อขายด้วย P / E ปี 66 ที่สูงถึง 28 เท่า เราประเมินราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF, 6.5% WACC และการเติบโต 2% เราชอบที่ CENTEL พลิกมีกำไรในปีนี้และเชื่อว่าน่าจะเป็นปัจจัยบวก แต่ที่ P / E ปี 66 ที่สูงถึง 28 เท่า ถือว่าราคาหุ้นสูงเกินไป ในขณะที่แนวโน้มยังไม่แน่นอน คงราคาพื้นฐานไว้ที่ 29 บาท
และท้ายสุด HMPRO นักวิเคราะห์มองว่าคาดผลประกอบการของ HMPRO ในช่วงไตรมาส1/64 จะกลับมาฟื้นตัวได้เมื่อเทียบกับปีก่อน จากจำนวนเปอร์เซ็นต์ของยอดขายสาขาเดิมที่ฟื้นตัวขึ้น และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องแนวโน้มการบริโภคที่ขยายตัว ด้วยแรงหนุนจากโครงการภาครัฐฯ รวมถึงโอกาสในการเปิดประเทศมากยิ่งขึ้น เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ให้ไว้ที่ 16 บาทต่อหุ้น

