“ยัสปาล” หรือ JPC ผู้นำสินค้าแฟชั่น กำลังเตรียมพร้อมเข้าตลาดหุ้น

หากมองหา “สินค้าแฟชั่น” ต้องมีชื่อ ยัสปาล เป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้บริโภคอย่างแน่นอน ดังนั้นคอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคาร Wealthy Thai จะพามาทำความรู้จักกับบริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ JPC ผู้ดำเนินธุรกิจในกลุ่ม “สินค้าแฟชั่น” ที่มีกระแสตอบรับสูงในกลุ่มผู้บริโภค


สำหรับ JPC  เป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจสินค้าแฟชั่นของภูมิภาค และเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าเฉพาะอย่าง (Apparel and Footwear Specialist Retailer) ของประเทศไทย ซึ่งในช่วงปี 2563 มีส่วนแบ่งทางการตลาดเท่ากับ 8.4% ปี 2564 มีส่วนแบ่งทางการตลาดเท่ากับ 10% และ ปี 2565 มีส่วนแบ่งทางการตลาดเท่ากับ 10.5% (อ้างอิงข้อมูลรายงานภาวะอุตสาหกรรมของ Euromonitor International)


โดย JPC ประกอบธุรกิจหลัก 2 ธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจค้าปลีกเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ (ธุรกิจสินค้าแฟชั่น) ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท และบริษัทย่อยในต่างประเทศ และ 2.ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายที่นอน เครื่องนอน ของตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ (ธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน) ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ยัสปาล แอนด์ ซันส์ จำกัด (Jaspal & Sons) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท


ทั้งนี้ธุรกิจสินค้าแฟชั่น กลุ่มบริษัทผลิต จัดหา และจัดจำหน่ายสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม มีความทันสมัย และหลากหลายมากกว่า 113,000 SKUs (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566) ครอบคลุมสินค้าประเภทต่างๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง และแว่นตา เป็นต้น


ผ่านแบรนด์ร้านค้าและสินค้าภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ จำนวนรวมทั้งสิ้น 19 แบรนด์ (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566)  เช่น Jaspal (ยัสปาล), ) Misty Mynx (มิสตี้ มิงซ์), CC Double O (ซีซี ดับเบิ้ลโอ), CPS CHAPS (ซีพีเอส แชปส์), Lyn (ลิน), Lyn Around (ลิน อะราวนด์), Fred Perry (เฟร็ด เพอร์รี่), Diesel (ดีเซล), Superdry (ซุปเปอร์ดราย) เป็นต้น


โดยเป็นแบรนด์ที่กลุ่มบริษัทเป็นเจ้าของ (In-House Brand) จำนวน 10 แบรนด์ และแบรนด์ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนจำหน่าย และ/หรือ ให้จัดจำหน่าย และ/หรือ ให้ผลิตและเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย และ/หรือ ได้รับสัญญาแฟรนไชส์ และ/หรือ ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ (“Import Brand”) จำนวน 9 แบรนด์


ทั้งนี้มีช่องทางการจำหน่ายหลัก 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.สาขาหน้าร้านและจุดจำหน่ายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนรวมทั้งสิ้น 462 สาขา (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566) และ 2.ช่องทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ และแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ต่างๆ (Marketplace) สำหรับสินค้าบางแบรนด์


ขณะที่ธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน บริษัทผลิต จัดหา และจัดจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และทันสมัย รวมถึงมีสินค้าที่หลากหลายมากกว่า 21,500 SKUs (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านแบรนด์สินค้าภายใต้การดำเนินงานของบริษัทจำนวน 6 แบรนด์ (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566)  ภายใต้แบรนด์ SANTAS, SANTAS Home, Stevens, Sealy, Tempur,  และ Ethan Allen


โดยเป็น In-House Brand จำนวน 3 แบรนด์ และ Import Brand จำนวน 3 แบรนด์ ซึ่งบริษัทมีช่องทางการจำหน่ายหลัก 3 ช่องทาง ได้แก่ 1.สาขาหน้าร้านและจุดจำหน่ายสินค้าซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และศูนย์บริการค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ จำนวนรวมทั้งสิ้น 508 แห่ง (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566) 2. การขายงานโครงการ (Project Sales) และ 3.การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ


หากเข้าไปสำรวจโครงสร้างรายได้สิ้นไตรมาส 1/66 พบว่า ธุรกิจสินค้าแฟชั่น มีสัดส่วนรายได้จากการขายสูงถึง 82.94% โดย แบรนด์ Jaspal มีสัดส่วนรายได้จากการขายมากสุดที่ 18.2% ตามด้วยแบรนด์ CC Double O 17.8% ขณะที่ แบรนด์ CPS CHAPS 11.1% แบรนด์ Lyn มีสัดส่วนรายได้จากการขายที่ 12.9% ส่วน แบรนด์ Lyn Around ที่ 5.5%




ขณะที่ In-House Brand อื่นๆ ประกอบด้วย ประกอบด้วยแบรนด์ Lyn Beauty, Jelly Bunny, Misty Mynx, Royal Ivy Regatta, Quinn, V Eye Wear  มีสัดส่วนรายได้จากการขายที่ 9.8% และ Import Brand ประกอบด้วยแบรนด์ Melissa Jelly Dreams, Asics, Shoebar, Fred Perry, Superdry, Footwork Noir, Footwork Void, Champion, Ipanema, Mango, Holster, Diesel, Quiksilver, Roxy, Newera, DC Shoes มีสัดส่วนรายได้จากการขายที่ 7.6%


มาถึงธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน มีสัดส่วนรายได้จากการขาย 17.06% พบว่า งวดไตรมาส 1/66  In-House Brand ประกอบด้วยแบรนด์ Santas, Santas Home และ Stevens  มีสัดส่วนรายได้จากการขายที่ 6.9% ขณะที่ Import Bran ประกอบด้วยแบรนด์ Sealy, Tempur และ Ethan Allen มีสัดส่วนรายได้ที่ 10.2%


ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 153.20 ล้านบาท แต่ปี 2564 กำไรสุทธิ 221.47 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 มีกำไรสุทธิสูงถึง 914.50 ล้านบาท ล่าสุดไตรมาส 1/66 มีกำไรสุทธิ 242.99 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับเพียง 84.35 ล้านบาท


โดยไตรมาส 1/66 กำไรสุทธิที่เติบโตอย่างโดดเด่น เป็นเพราะอัตราการเติบโตของรายได้ของสาขาเดิม (SSSG) ของธุรกิจสินค้าแฟชั่นในประเทศไทย 9.43% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายหลังจากการชะลอตัวของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยในช่วงไตรมาส 1/65 เศรษฐกิจในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของการจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย


ขณะที่ตัวเลขของรายได้รวมในช่วง 3 ปีย้อนหลัง พบว่ามีการเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยปี 2563 อยู่ที่ 9,020.59 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2564 เพิ่มมาที่ 9,153.06 ล้านบาท ปี 2565 เพิ่มเป็น 11,854.33 ล้านบาท ล่าสุดไตรมาส 1/66 ทำได้ 2,932.56 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,662.17 ล้านบาท


ทั้งนี้บริษัทมีเป้าหมายเป็นผู้นำด้านธุรกิจแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งยังมีแผนในการขยายสาขาเพิ่มเติมในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศที่บริษัทดำเนินการอยู่แล้ว ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา รวมถึงการขยายสาขาไปยังประเทศใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคสูง เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น


โดยมีแผนการขยายสาขาของธุรกิจแฟชั่นและธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน โดยมีเป้าหมายขยายร้านสาขาร้านของธุรกิจสินค้าแฟชั่น เป็นจำนวน 651 สาขา ภายในปี 2567 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม และฟิลิปปินส์ แบ่งเป็น ปี 2566 มีแผนขยายสาขารวม จำนวน 81 แห่ง ภายใต้งบลงทุน 503.62 ล้านบาท และปี 2567 จำนวน 108 แห่ง ภายใต้งบลงทุน 631.58 ล้านบาท


ขณะเดียวกัน มีแผนที่จะเพิ่มสินค้าและบริการภายใต้แบรนด์เดิม (Brand Extension) หรือ แบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้นในอนาคต ทั้งในรูปแบบการพัฒนา In-House Brand และการนำเข้าแบรนด์อื่นๆ ในรูปแบบ Import Brand ซึ่งมุ่งเน้นไปที่สินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและสนับสนุนการเติบโตของรายได้


นอกจากนี้ ยังมีแนวทางในเพิ่มรายได้จากการขายของธุรกิจที่นอนและเครื่องนอนให้เติบโตผ่านการขยายจุดจำหน่ายสินค้าตามการเปิดสาขาใหม่ของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และผู้ให้บริการศูนย์ค้าปลีก รวมถึงการส่งออกสินค้า ให้มีรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่กลุ่มบริษัทฯ กำหนดไว้


ขณะที่เพื่อเป็นการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด นอกจากการขยายธุรกิจที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องแล้วนั้น บริษัทอาจพิจารณาเข้าซื้อหรือร่วมทุนในกิจการที่ดำเนินธุรกิจสินค้าแฟชั่น ธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มรายได้ ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาในการลงทุนและพัฒนาด้วยตนเอง


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 19 hours ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 15 hours ago
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
Updated 1 day ago
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
Updated 1 day ago
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
Updated 1 day ago
Follow Us