Official Update :

SCGP คงเป้ารายได้ปีนี้แตะ 1.6 แสนลบ. มองแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังเติบโต อนุมัติปันผลระหว่างกาล 0.25 บาท

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า แนวโน้มรายได้ใช่วงครึ่งหลังของปี 2566 จะเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากช่วงครึ่งปีแรก ดังนั้นจึงคงเป้าหมายรายได้ทั้งปี 2566 อยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท


โดยประเมินว่าแนวโน้มภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครึ่งปีหลังในภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศและภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อเตรียมรับเทศกาลในช่วงปลายปี


อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะการส่งออกจากอาเซียนไปยังประเทศปลายทางแถบยุโรป ซึ่งความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงชะลอตัว โดยราคาต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับต่ำต่อไปถึงช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ในขณะที่ราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) มีแนวโน้มทรงตัว ซึ่ง SCGP ยังคงบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง


ขณะเดียวกันได้กำหนดงบการลงทุนปี 2566 ไว้รวม 18,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกใช้ไปแล้ว 3.2 พันล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (Merger & Partnership) ประมาณ 9,000 ล้านบาท


นอกจากนี้เพื่อรองรับความเป็นไปได้ในการลงทุนซื้อหุ้นใน PT Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) ประเทศอินโดนีเซีย บริษัทจึงมีการบันทึกบัญชีรายการในงบดุลคิดเป็นมูลค่ารวม 23,204 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2/2566 ซึ่งจะเป็นการซื้อจากผู้ถือหุ้นเดิมเพิ่มเติมจำนวนร้อยละ 44.48 โดยคาดว่าธุรกรรมนี้จะเกิดขึ้นในช่วงประมาณกลางปี 2567


ทั้งนี้ในปี 2566 บริษัทประเมินว่าจะมีดีล Merger & Partnership ประมาณ 2 ราย โดยเตรียมเข้าลงทุนใน Starprint Vietnam JSC (SPV) ประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปลายไตรมาส 3/2566 เพื่อรองรับการอุปโภคบริโภคสินค้าบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเวียดนาม เสริมความครบวงจรและการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างบริษัทย่อยอื่น ๆ ในประเทศเวียดนามของ SCGP


รวมทั้งอยู่ระหว่างเจรจาดีล Merger & Partnership อีก 1 ราย หากมีความชัดเจนจะรายงานให้ทราบอีกครั้งภายหลัง ซึ่งดีล Merger & Partnership ยังคงมุ่งเน้นที่แถบอาเซียนเป็นหลัก ส่วนโครงการนอกแถบอาเซียน จะพิจารณาโครงการที่ตอบโจทย์และต่อยอดธุรกิจ


นอกจากนี้ยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยอยู่ระหว่างร่วมกับออริจิ้น แมตทีเรียลส์ (Origin Materials) ในการพัฒนา Bio-based Plastic จากชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับ ซึ่งผลทดสอบล่าสุดได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบในห้องแล็ปและการปรับคุณสมบัติที่เหมาะสมเรียบร้อยแล้วผลเป็นที่น่าพอใจ พร้อมเข้าสู่ขั้นตอน Pilot Plant Scale และเลือกพันธมิตรเพื่อร่วมมือพัฒนาในขั้นตอนต่อไป


ขณะเดียวกันยังได้ทำการวิจัยและพัฒนา Wooden Foodservice Packaging จากไม้ยูคาลิปตัส เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรทดแทน ตอบโจทย์เทรนด์การใช้บรรจุภัณฑ์อาหารรักษ์โลกที่สามารถย่อยสลายได้ และเพิ่มมูลค่าให้แก่ไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจในอาเซียน และสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตั้งแต่ต้นทางการปลูกจนถึงการแปรรูปไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน


ส่วนปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ มองว่าไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าจำเป็นต่อการบริโภค และอุปโภค


[เผยกำไรครึ่งปีแรก ลดลง 15%เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอ]

สำหรับงวดไตรมาส 2/66 บริษัทรายได้จากการขายเท่ากับ 32,216 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และลดลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยรายได้จากการขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์ทั้งจากตลาดในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็น


ส่วนรายได้จากการขายเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนลดลงเล็กน้อย จากปริมาณการขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง โดยเป็นผลกระทบจากช่วงวันหยุดเทศกาลโดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่รายได้จากการขาย สำหรับบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์กับบรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้น


ขณะที่กำไรสำหรับงวดเท่ากับ 1,485 ล้านบาท ลดลง 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยกำไรสำหรับงวดที่ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีสาเหตุหลักจากราคาขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์และเยื่อกระดาษในภูมิภาคปรับตัวลดลง


ส่วนกำไรสำหรับงวดที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน มีสาเหตุจากต้นทุน เช่น วัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงานลดลงส่งผลให้ EBITDA Margin ทั้งในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและสายธุรกิจเยื่อกระดาษดีขึ้นนอกจากนี้ปริมาณขายของบรรจุภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์กระดาษพิมพ์เขียนเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดเช่นกัน


ด้านรายได้จากการขายรวมในงวด 6 เดือนแรกของปี มีจำนวน 65,945 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปีก่อน โดยรายได้จากการขายที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสาเหตุหลักจากปริมาณและราคาขายของกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง ในช่วงที่อุปสงค์ของบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนและตลาดส่งออกยังชะลอตัว


ส่วนกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 2,705 ล้านบาท ลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสาเหตุหลักจากราคาขายที่ลดลง โดยเฉพาะกระดาษบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับรายได้จากการขาย


นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2566 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 1,073 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 8 สิงหาคม 2566 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 9 สิงหาคม 2566

ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator