Official Update :

CK-STEC สุดเด่นกลุ่มรับเหมาฯ เมื่อการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น

หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เป็นที่จับตาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ 2 หุ้นใหญ่อย่าง CK และ STEC นักวิเคราะห์มองว่ากำไรไตรมาส 2 จะรายงานออกมาในทิศทางที่เติบโตอย่างโดดเด่น แถมในช่วงไตรมาส 3 ยังจะเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเมืองที่มีเสถียรภาพจะช่วยหนุนราคาหุ้น โดยหุ้นกลุ่มธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างภายใต้การวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัย ได้แก่ CK, PYLON, SEAFCO, STEC และ TEAMG จะรายงานกำไรปกติรวมไตรมาส 2/2566 ที่ 1.05 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 120%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 125% จากไตรมาสแรก และคิดเป็น 184% ของกำไรปกติรวมไตรมาส 2/2562


ทั้งนี้บริษัทที่น่าจะทำกำไรได้ดีที่สุดในไตรมาสนี้น่าจะเป็น CK โดยได้รับแรงหนุนจาก 1.การรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการหลวงพระบาง และ 2. ส่วนแบ่งกำไรตามฤดูกาลจากบริษัทลูกของ CK ได้แก่ BEM, CKP และ TTW ขณะเดียวกัน PLYON น่าจะเป็นบริษัทที่ทำกำไรน้อยที่สุดในไตรมาสนี้เนื่องจากช่องว่างระหว่างการรับรูร้ายได้ และการสร้าง backlog ใหม่


โดยหลังจากหักยอดคาดการณ์รับรู้รายได้ในไตรมาส 2/2566 แล้ว คาดว่ามูลค่า backlog ในไตรมาส 2/2566 ของกลุ่มธุรกิจนี้จะอยู่ที่ 2.26 แสนล้านบาท ลดลง 4.4%จากไตรมาสแรก เนื่องจากไม่มีโครงการก่อสร้างใหม่ที่ถูกเปิดตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง คาดว่าการเปิดตัวโครงการก่อสร้างใหม่จะเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้งในไตรมาส 4/2566 หลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่


อย่างไรก็ตามแนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองยังคงผันผวนอย่างมาก โดยมีสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจนี้ 2 สถานการณ์ ได้แก่ 1. การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในอีก 1-4 สัปดาห์ข้างหน้า และ 2.การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เกิด ความล่าช้า (3-10 เดือน)


โดยภายใต้ สถานการณ์แรก คาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะไม่เพียงแต่กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เท่านั้น แต่ยังกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐและเอกชนอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของแนวโน้ม backlog ของโครงการสูงขึ้น และจะส่งผลให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น


แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เกิดความล่าช้าตามสถานการณ์ที่ 2 แนวโน้มของกลุ่มธุรกิจจะอยู่ในภาวะซบเซา ดังนั้น อาจต้องกลับมาทบทวนคำแนะนำการลงทุนของหุ้นกลุ่มธุรกิจนี้ภายใต้การวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัยอีกครั้ง


อย่างไรก็ตามคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง ปัจจัยเพิ่มตัวคูณมูลค่าหุ้น ได้แก่ 1.โอกาสสูงที่การจัดตั้งรัฐบาลจะเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ 2.รัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจ 3.การกลับมาดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล และ 4. การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นในกจิกรรมการลงทุนภาคเอกชน


ดังนั้น CK ยังคงเป็นหุ้นเด่นของฝ่ายวิจัย เมื่อพิจารณาจากการถือครอง backlog ที่สูงเป็นประวัติการณ์ซึ่งไม่เพียงแต่จะรับประกันการเติบโตของกำไรที่เป็นบวก แต่ยังมีความกระจายความเสี่ยงด้านกำไร และการป้องกัน downside risk ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่เอื้อประโยชน์


อีกทั้งยังชอบ STEC ในการเป็นหุ้นในกลุ่มฟื้นตัวที่ดี โดยเฉพาะหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ประมาณการ backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 น่าจะอยู่ที่ 7.9 หมื่นล้านบาท


สำรวจปัจจัยพื้นฐาน
2 หุ้นดังกล่าว

CK นักวิเคราะห์ค่ายดังกล่าว ประเมินว่า CK มีกำหนดการที่จะประกาศงบการเงินไตรมาส 2/2566 ในวันที่ 15 ส.ค. คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 2/2566 จะอยู่ที่ 642 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการก่อสร้างที่สูงขึ้น และเพิ่มขึ้น 280% จากไตรมาสแรก เนื่องจากรายได้เงินปันผลตามฤดูกาล


โดยประมาณการกำไรปกติครึ่งแรกของปี 2566 คิดเป็น 53.5% ของประมาณการกำไรปกติในปี 2566 (ก่อนทบทวน) คาดว่า CK จะประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) สำหรับครึ่งแรกของปี 2566 ที่ 0.2 บาท คิดเป็นอัตราตอบแทนเงินปันผลต่อปีที่ 1.9% และอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 40% ขณะที่ประมาณการ backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 น่าจะอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 360% ของระดับก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562


ทั้งนี้คาดว่า CK จะรายงานกำาไรปกติแข็งแกร่งอีกครั้งในไตรมาส 3/2566 ที่ 854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 33% จากไตรมาสแรก ได้แรงหนุนจากรายได้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น จาก BEM และ CKP สมมติฐาน backlog ณ สิ้นปี 2566 ยังคงอยู่ที่ 2.13 แสนล้านบาท โดยรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ 9.6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นประเมินกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 1,910 ล้านบาท เติบโตราว 72% จากปีก่อนหน้า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายกลางปี 2567 ที่ 30.25 บาท


ตอกันที่ STEC นักวิเคราะห์ค่ายเดียวกันระบุว่า STEC มีกำหนดประกศงบกรเงินไตรม2/2566 กลงเดือน ส.ค. คดว่จะรยงนกำไรปกติที่ 308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสัดส่วนโครงการที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่สูงขึ้น และเพิ่มขึ้น 80% จากไตรมาสแรก เนื่องจากการจ่ายเงินปันผลจาก GULF ที่ 132 ล้านบาท และ TSE ที่ 17 ล้านบาทในไตรมาสนี้


โดยประมาณการกำไรปกติในครึ่งแรกของปี 2566 คิดเป็น 88.7% ของระดับกำไรปกติก่อนโควิด-19 (ครึ่งแรกของปี 2562) และ 49.3% ของประมาณการกำไรปกติในปี 2566 (ก่อนการปรับปรุง) บ่งชี้ถึงความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการของฝ่ายวิจัย เนื่องจากกำไรปกติในครึ่งปีแรกน่าจะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของประมาณการทั้งปี จากรายได้เงินปันผลตามฤดูกาลจาก GULF และ TSE ในไตรมาส 2


นอกจากนี้คาดว่ยได้ของ STEC จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้และรถไฟรางคู่ อย่างไรก็ตาม คาดการเปิดตัวเมกะโปรเจกต์ใหม่จะถูกระงับไว้จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในไตรมาส 3/2566 หลังจากนั้นช่วงปลายไตรมาส 4/2566 คาดภาครัฐน่าจะเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและ ผลักดันการเติบโตของ GDP


อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้รับเหมางานโยธาอย่าง STEC จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากความล่าช้าเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจการตอกเสาเข็มที่มีระยะเวลาของ backlog ต่ำ และจะมีการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องตาม backlog จำนวนมากและ การขยายตัวของ GPM ซึ่งประเมินปี 2566 จะรายงานกำไรสุทธิ 816 ล้านบาท ลดลง 4.7% จากปีก่อนหน้า โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.03 บาท คาดว่าราคาหุ้นจะเริ่มปรับดีขึ้น หลังได้รัฐบาลชุดใหม่ในช่วงไตรมาส 3/2566


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator