วิเคราะห์ BTS-BEM น่าซื้อแล้วหรือยัง ในวันที่ขนส่งฟื้นตัว การจราจรหนาแน่น

การขนส่งมวลชน อย่างรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของชาวกรุงเทพ และนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก เพราะเป็นการขนส่งที่รวดเร็ว และสะดวกสบายอย่างมาก รวมทั้งยังเหมาะกับการหนีปัญหาจราจรติดขัดของกรุงเทพมหานครได้อีกด้วย


แต่พิษของการระบาด COVID-19 ทำให้ภาครัฐมีมารตรการ lockdown เพื่อควบคุมการระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อการขนส่งมวลชนต้องหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม สัญญาณของการระบาด COVID-19 เริ่มผ่อนคลายลง หลังจากภาครัฐเริ่มนำเข้าวัคซีนป้องกัน COVID-19 เพื่อมาแจกจ่ายแก่ประชาชนแล้ว และที่สำคัญล่าสุดภาครัฐฯได้มีแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่นๆต่อไป


อย่างไรก็ตามแม้การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว เริ่มต้นเฉพาะในที่จังหวัดภูเก็ตก่อนเป็นอันดับแรก แต่ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อการลงทุน เนื่องจาก ปัญหาดังกล่าวเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลงแล้ว ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงมีเรื่องราวดีๆมาฝากนักลงทุนอีกเช่นเคย เรามาดูกันว่า 2 หุ้นขนส่งรถไฟฟ้าอย่าง BTS และ BEM น่าสนใจแล้วหรือยัง ไปติดตามกันเลย


เริ่มจาก BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจก่อสร้างและบริหารทางพิเศษและบริหารจัดการโครงการระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้า รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK


ล่าสุด ตัวเลขผู้ใช้บริการเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาฟื้นตัวสูงกว่าคาด โดยทาง BEM  รายงานจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าเดือน ก.พ.2564 อยู่ที่ระดับ 2.2 แสนเที่ยว/วัน แม้ลดลง 40%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้นสูงถึง 44% จากเดือนก่อนหน้า และผู้ใช้บริการทางด่วนที่ 1 ล้านคัน/วัน ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25% จากเดือนก่อนหน้า


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มผู้ใช้บริการชัดเจนว่าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว จึงมีมุมมองเป็นบวกต่อตัวเลขผู้ใช้บริการเดือน ก.พ. ที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด โดยเฉพาะตัวเลขผู้โดยสารรถไฟฟ้าซึ่งฟื้นตัวสูงถึง 44% จากเดือนก่อนหน้า สูงกว่าเราคาดว่าจะบวก 32%จากเดือนก่อนหน้า


โดยตัวเลขผู้ใช้บริการที่ฟื้นตัวดีเป็นผลจากการระบาดของ COVID-19 ครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็น cluster ในต่างจังหวัด รวมถึงผู้ใช้บริการมีความเชื่อมั่นในการเดินทางมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามมุมมองของเราว่าตัวเลขผู้ใช้บริการได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วและจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าการระบาดครั้งก่อน


ดังนั้นจึงยังคงคาดการณ์กำไรปกติปี 2564 ที่ 3.4 พันล้านบาท ฟื้นตัวสูง 67%จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนโดย Average daily ridership เพิ่มขึ้น 16% อยู่ที่ 3 แสนเที่ยว และ average daily traffic volume เพิ่มขึ้น 9% อยู่ที่ 1.14 ล้านคัน รวมทั้ง GPM ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 55.7% จากปี 2563 ที่ 50.5%


จึงคงคำแนะนำ ซื้อ  BEM  ด้วยราคาเป้าหมาย 9.50 บาท โดยเรายังเชื่อมั่นว่าทิศทางผลการดำเนินงานของบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว จากแนวโน้มกำไรปกติในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตเฉลี่ยสูง 30% (CAGR 63-66) (สูงกว่า BTS ที่ +4% CAGR 63-66) ขณะที่มี catalyst จากความคืบหน้าการฉีดวัคซีนในไทย


ด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผู้บริหารเผยว่าจำนวนผู้ใช้บริการในเดือน ก.พ. ฟื้นจาก ม.ค. อย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ม.ค. รถบนทางด่วน 8 แสนคัน/ วัน ผู้ใช้รถไฟฟ้า 1.5 แสนเที่ยว/ วัน ซึ่งจะเห็นว่า สูงกว่าจุดแย่สุดในปี 2563 คือเดือน เม.ย. ถึง 36% และ 92% ตามลำดับ  สะท้อนว่าผลกระทบการแพร่ระบาดรอบ 2 นั้นไม่รุนแรงเท่าครั้งแรกอย่างชัดเจน


ดังนั้นการฟื้นตัวของกำไรจึงคาดหวังได้ เราคาดกำไรปีนี้ 2.9 พันล้านบาท เติบโต 45.4%จากปีก่อน บนสมมติฐานตามเดิม รถบนทางด่วนฟื้น 10% จากปีก่อน และ ผู้ใช้รถไฟฟ้าฟื้น 30%จากปีก่อน ได้ราคาเหมาะสม DCF ปรับปรุงลงเล็กน้อย 1% เป็น 12.90 บาท/ หุ้น จากฐานผู้ใช้บริการปี 2563 ที่ต่ำกว่าคาด แนะนำ “ซื้อ”



BTS ศักยภาพในการเติบโตยังมีอีกมาก

ด้าน BTS หรือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจ 4 ประเภทหลัก ได้แก่ (1) ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้าบีทีเอสและรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที) (2) ธุรกิจสื่อโฆษณา (3) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ (4) ธุรกิจบริการ


โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า  คงคำแนะนำ ซื้อ BTS ราคาเป้าหมาย 10.40 บาท โดยคาดกำไรหลักปี 2564 (เม.ย.63-มี.ค. 64) จะอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท ลดลง 15% จากปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่ได้รับผลกระทบของ COVID-19 ที่มีต่อกลุ่มสื่อและส่วนแบ่งกำไรจาก BTSGIF


ในด้านรายได้จากการก่อสร้างและสัญญา O&M ยังคงไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าจะมีการระบาดของ COVID-19 ระลอกที่สอง แต่เราคาดว่าจะดีขึ้นในปี 22 จากการมาของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง การฟื้นตัวของกลุ่มสื่อและจำนวนผู้โดยสาร รวมถึง upside จากสัมปทานส่วนขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.40 บาท


ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า  เริ่มต้นคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 10.90 บาท/หุ้น เรามองว่าผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้นต่อธุรกิจรถไฟฟ้า ขณะที่ประเด็นที่ต้องจับตามองในปี 2564 คือความคืบหน้าของการ Rollout วัคซีน COVID-19 และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจร่วมค้าจากสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น


โดยประเมินกำไรหลักรอบงบปี 2563/64 ที่ระดับ 3,322 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 4,616 ล้านบาท แต่หลักจากนั้นปี 2564/65 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของกำไรหลักเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ  4,100 ล้านบาท


ทั้งนี้ บริษัทยังมี Upside risk หลักที่ยังไม่รวมในประมาณการได้แก่ 1.การต่อสัมปทานสายสีเขียวหลัก (สายสุขุมวิท และสายสีลม) หากสำเร็จคาดส่งผลบวกต่อราคาหุ้นอย่างน้อย 1.20 บาท/หุ้น 2.การประมูล PPP Net Cost 30 ปี ในโครงการรถฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์) มูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นราว 1.2 แสนล้านบาท คาดเห็นความชัดเจนของการเปิดประมูลรอบใหม่ในช่วงเม.ย.-มิ.ย. 2564 และ 3.การประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นในอนาคต อาทิ ส่วนต่อขยายสายสีเขียวตะวันตก LRT และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา Phase 1


สำหรับ COVID-19 คาดส่งผลกระทบเพียงระยะสั้น... ผลประกอบการเพียงรอการฟื้นตัว โดยบริษัทรายงานจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักในช่วงไตรมาส 3/64 ที่ 39.4 ล้านเที่ยว ฟื้นตัวขึ้น 2%จากไตรมาสก่อน  แต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกสองในช่วงปลาย ธ.ค. 2564 ส่งผลกระทบให้จำนวนผู้ใช้ในเดือน ม.ค. 2564 ลดลง 44% จากไตรมสก่อน และ  67%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 7.0 ล้านเที่ยว อย่างไรก็ดี เราคาดจำนวนผู้ใช้ฟื้นตัวขึ้นในลักษณะ V-Shape ในเดือน ก.พ. 2564 จากการเปิดภาคเรียนของนักเรียนและนักศึกษา รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID19 ภายในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง


ส่วน แนวโน้มผลประกอบการธุรกิจสื่อโฆษณาในช่วงปี 2565-2566 คาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากจำนวนรถไฟฟ้าและสถานีที่บริษัทคาดว่าจะเติบโตขึ้นกว่า 74% และ 85% ตามลำดับ หลังการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลืองในช่วงปลายปี 2564 (จำนวนรถไฟฟ้าและสถานีในปี 2564 คาดอยู่ที่ 392 และ 62 ตามลำดับ หลังเปิดให้บริการส่วนต่อขยายสุขุมวิทตอนเหนือช่วง หมอชิต-คูคต ในช่วงต้นปี)


นอกจากนี้ ธุรกิจให้บริการชำระเงิน และธุรกิจขนส่งพัสดุ (ภายใต้ KEX และ Rabbit Group etc.) คาดได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าไปยัง Online Platform รวมถึงผู้ประกอบการ E-Commerce รายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในตลาดเพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยหลักหนุนการขยายตัวของบริษัทลูกของ  BTS 


ขณะที่บริษัทลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านการถือหุ้นในบริษัท U-City (ปัจจุบัน  BTS  ถือหุ้น 36.2%) ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก นอกจากนี้บริษัท ผ่านบริษัทย่อย ประกอบธุรกิจค้าที่ดินและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตราบเท่าที่การดำเนินการมิใช่เพื่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับ U-City


โดยประเด็นที่ต้องจับตามองคือการ Rollout ของวัคซีน COVID-19 โดยเฉพาะในไทยและยุโรป เนื่องจากเป็น Portfolio หลักของโรงแรมของ U-City ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ U City มีแผนเข้าร่วมลงทุนกับ NOBLE พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งแนวสูงและแนวราบ เพิ่มเติมในปี 2564 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะหนุนส่วนแบ่งกำไรของ  BTS  ในปี 2565 เป็นต้นไป


นอกจากธุรกิจขนส่งมวลชน ธุรกิจสื่อโฆษณา และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทยังดำเนินธุรกิจให้บริการลูกค้าประชาสัมพันธ์และโปรแกรมส่งเสริมการขาย Digital Services, ธุรกิจให้บริการทางด้านเทคโนโลยี, ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจรับเหมาและบริหารโครงการก่อสร้าง


อย่างไรก็ตามเราประเมินราคาเหมาะสม  BTS  ด้วยวิธี Sum of the parts (SOTP @ 5.5% WACC) ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงการระบบรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทและสายสีลม ซึ่งได้รับสัมปทานจาก กทม. เป็นระยะเวลา 30 ปี ระยะทางรวม 23.5 กิโลเมตร (สิ้นสุดสัมปทานในวันที่ 4 ธ.ค. 2572) ภายใต้ BTSGIF ( BTS  ถือหุ้น 33.3%)


2.การให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพส่วนต่อขยาย (O&M) สายสีลมและส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท 3.การดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ในรูปแบบ PPP Net Cost ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี 4.ธุรกิจสื่อโฆษณา (SOTP) 5.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (อิง P/BV ที่ 1.0 เท่า)  และ 6.ธุรกิจบริหารและธุรกิจอื่นๆ


อิง Net SOTP Value ที่ 1.44 แสนลบ. ได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 10.90 บาท/หุ้น เริ่มต้นคำแนะนำ ซื้อ แม้ราคาหุ้นปัจจุบันคาดถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่เรามองว่าผลกระทบเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น และคาดราคาหุ้นจะตอบรับเชิงบวกต่อความคืบหน้าของการ Rollout วัคซีน COVID-19 และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ


นอกจากนี้ Upside risk ระยะสั้น-กลาง ที่ยังไม่รวมในประมาณการได้แก่ 1.การต่อสัมปทานสายสีเขียวหลัก 2.การประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม-ตะวันตก และ 3.การประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นในอนาคต อาทิ ส่วนต่อขยายสายสีเขียวตะวันตก LRT และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา Phase 1



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
News Highlight
พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก
Updated 16 hours ago
Banking
เปิดเทรนด์ Payment Technology จาก Cashless สู่ Intelligent Payment ขับเคลื่อนการเงินไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
Updated 1 day ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ผนึก Jones’ Salad ลุยแคมเปญสุขภาพมิติใหม่ ชูแนวคิด “กินดี + มีประกัน คือ เกราะป้องกันที่ดี (เริ่ด)” ส่งเสริมคนไทยมีสุขภาพและความคุ้มครองที่ดี เพื่อชีวิตที่ยืนยาวมั่นคง
Updated 13 hours ago
Fund Move
"UOB Group" ได้บรรลุข้อตกลงในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือครองธุรกิจของกลุ่ม "UOB Asset Management Ltd" ของทั้งภูมิภาค...ให้แก่ "Allianz Global Investors" คาดเรียบร้อยปีหน้า
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
กลุ่มท่องเที่ยว-F&B รับอานิสงส์ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” โรงแรม-ร้านอาหาร รับแรงหนุน Voucher ชู CENTEL-MAGURO เด่นรับกำลังซื้อเพิ่ม
Updated 1 day ago
Follow Us