เผยเคล็ดลับสุดเจ๋ง! เทรดหุ้น IPO หลังพบราคาวิ่งแค่ 1-2 วันแรก ก่อนทิ้งดิ่งเหว
ช่วงที่ผ่านมาภาวะตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งการเมืองที่ต้องติดตามความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาขึ้น ทำให้มูลค่าการซื้อขายต่อวันในตลาดหุ้นไทยเบาบางลง ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อราคาหุ้นต่างๆ แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อหุ้นไอพีโอที่พึ่งเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย
วันนี้ Wealthy Thai จึงมีมุมมองของ 2 นักวิเคราะห์อย่าง นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด มาฝาก ซึ่งนักวิเคราะห์ จะมีมุมมองต่อภาวะหุ้นไอพีโออย่างไร และแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบไหน
จัดตั้งรัฐบาลชัดเจน หนุนวอลุ่มเทรดฟื้น
โดยนายภราดร ให้มุมมองว่า สำหรับภาวะหุ้นไอพีโอช่วงนี้ ตลาดหุ้นไทย Underperform กว่าประเทศอื่นด้วยหลายปัจจัย เช่น การเมืองที่ยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้หุ้นไอพีโอไม่ค่อย top form เท่าไหร่ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่เป็นขาขึ้น ยังทำให้มูลค่าการซื้อขายหุ้นไทยถดถอยไป จากช่วงต้นปีมูลค่าการซื้อขายต่อวันที่อยู่ราว 60,000-70,000 ล้านบาท แต่ช่วงรอยต่อการเลือกตั้งมูลค่าการซื้อขายลดลงเหลือ 30,000-40,000 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อมูลค่าการซื้อขายหายไปก็ทำให้ความคึกคักของการเทรดหุ้นเบาบางลงเช่นกัน และมีโอกาสที่จะทำให้หุ้นไอพีโอเกิดการต่ำจองได้บ้าง โดยปกติหากเป็นหุ้นไอพีโอขนาดใหญ่ใน SET ช่วงแรกของการซื้อขาย ผลตอบแทนจะปรับตัวขึ้นดีในช่วง 1-2 วันแรก หลังจากนั้นจะค่อยๆ ย่อตัวลง หากต้องการมีกำไร ต้องได้หุ้นไอพีโอในช่วงจองซื้อ หากเข้าเก็บหุ้นในวันแรกที่เปิดการซื้อขายอาจไม่ค่อยดีนัก
ขณะเดียวกันหากเป็นหุ้นไอพีโอขนาดเล็ก โอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในช่วง 2-3 วันแรกอาจลำบาก ทั้งนี้ หุ้นไอพีโอมักมีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบกระทะ คือ ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นในช่วง 1-2 วันแรก ก่อนจะย่อตัวลงมา โดยใช้ระยะเวลาในการเคลื่อนไหวราว 1 เดือน
ดังนั้นการที่หุ้นไอพีโอไม่ค่อยดีนั้น มาจากปัจจัยกดดันเฉพาะในประเทศที่มีมากกว่าประเทศอื่นๆ ตลาดหุ้นไทยที่ยัง Underperform ทำให้มูลค่าการซื้อขายแห้ง แต่ประเมินในช่วงครึ่งหลังปี 66 ตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจน ทำให้มูลค่าการซื้อขายอาจกลับมาคึกคักเกิน 50,000 ล้านบาท หุ้นไอพีโอที่เคยเงียบเหงาอาจกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา
แนะ 3 กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไอพีโอ
สำหรับกลยุทธ์การเลือกซื้อหุ้นไอพีโอ คือ 1. ศึกษาข้อมูลบริษัทว่าจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ทำอะไร หากเป็นการต่อยอดธุรกิจ และเห็นภาพอย่างชัดเจน ก็มีความน่าสนใจ แต่หากนำเงินไปชำระคืนหนี้อย่างเดียว ความน่าสนใจอาจลดลง, 2. มีการกระจายหุ้นในระดับที่เหมาะสม หากกระจายหุ้นมากเกินไป ในมุมมองของนักลงทุนอาจเกิดข้อกังขาว่าเป็นการ Write-off หรือไม่ ธุรกิจอาจถึงจุดอิ่มตัว และ 3. ราคาจองซื้อที่ออกมานั้นถูกหรือแพง หากมีระดับ P/E ที่สูงมาก อาจไม่ได้น่าสนใจมากนัก
ซึ่งทั้ง 3 ส่วนที่แนะนำข้างต้นจึงเป็นองค์ประกอบที่ต้องประเมินรวมกัน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจติดภาพในอดีตที่ราคาหุ้นไอพีโอจะปรับตัวขึ้นสูง ปัจจุบันแม้ของหุ้นไอพีโอบางส่วนจะปรับตัวลงไปต่ำจอง แต่ก็ปรับตัวดีขึ้น และเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าไม่ได้แย่มากนัก ซึ่งหลังจากนี้จะมีหุ้นไอพีโอทยอยเข้าเทรดจำนวนมาก เพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล ธุรกิจใหม่ๆ จะเข้ามามากขึ้น อย่าพึ่งท้อใจ มองว่าหลังจากนี้ภาวะหุ้นไอพีโอจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
ชี้สภาพคล่องยังไม่เหมาะลงทุนหุ้นไอพีโอ
ด้านนายประกิต ให้มุมมองว่า ช่วงก่อนที่จะเกิดกรณีของหุ้น STARK มองว่าหุ้นไอพีโอไม่ค่อยดีนัก บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ง่ายจนที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายมองเป็นขนมกรุบกรอบในการเอาเงินนักลงทุน ทำให้ราคาหุ้นไอพีโอแต่ละตัว เข้ามาซื้อขายแค่วันเดียว หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับตัวลง ในขณะที่เจ้าของกิจการไม่ได้มีการจัดการอะไร ไม่ได้มีความพยายามที่จะทำให้บริษัทเกิดการเติบโต เพราะได้รับเงินจากนักลงทุนไปแล้ว
ทั้งนี้ส่งผลให้หุ้นไอพีโอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเหมือนจะเป็นยุครุ่งเรือง แต่จริงๆ แล้วเป็นช่วงที่ทำร้ายตลาดหุ้นไทยอย่างมาก เป็นแหล่งดูดเงินนักลงทุน ซึ่งไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่กลับคืนมา ดังนั้นจึงมองว่าหุ้นไอพีโอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแย่มากกว่าดี
อย่างไรก็ตามประเมินภาวะหุ้นไอพีโอหลังจากนี้จะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการกำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เช่น กรณีการแจ้งเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN ในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา
ดังนั้นเมื่อเกิดการซื้อขายผิดปกติที่เกิดจากผู้ลงทุนเพียงไม่กี่คนในช่วงราคาเปิดหรือการไล่ราคา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะมีการแจ้งเตือนทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ทำให้นักลงทุนรู้ว่าการที่ราคาของหุ้นไอพีโอตัวนั้นๆ พุ่งขึ้นสูง อาจไม่ได้มาจากความต้องการหุ้นจำนวนมากก็ได้
หากมองอีกมุมการที่ราคาหุ้นไอพีโอบางตัวปรับขึ้นสูงอาจเกิดจาก Market Maker ก็ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีใครแจ้งเตือน ทำให้เข้าใจว่าเป็นการเข้าเก็บหุ้นของนักลงทุนสถาบันและรายย่อย แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่ใช่ เป็นเพียงการปั่นราคาเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเครื่องมือที่จะเข้ามาทำให้ความฉ้อฉลของหุ้นไอพีโอลดลง
นอกจากนี้การปรับเกณฑ์ทางด้านบัญชีใหม่ จากเดิมที่หุ้นไอพีโอต้องส่งงบการเงินเพียง 1 ปี เป็น 3 ปีนั้น ก็ทำให้มีหุ้นไอพีโอแห่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวนมาก ซึ่งการเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองจะทำให้นักลงทุนลงทุนได้ง่ายขึ้น เพราะจะมีหุ้นไอพีโอให้เลือกไม่เยอะเหมือนช่วงที่ผ่านมา บริษัทที่ผ่านการคัดกรองก็ค่อนข้างสะอาด
ดังนั้นจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเดิม คือ จองซื้อหุ้นไอพีโอให้ได้ ขายที่ราคาเปิดตลาด และหลังจากนั้นค่อยพิจารณาการลงทุนอีกครั้ง
“มองภาวะตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้อาจไม่ได้คึกคักมากขึ้น เพราะความมั่งคั่งของนักลงทุนหายไปค่อนข้างมาก ทั้งจากกรณีของหุ้น STARK และหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ปรับตัวลงแรง ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายหายไป”
อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันยังไม่เหมาะและเอื้อต่อการเข้าไปเก็งกำไรในหุ้นไอพีโอ และอย่ามองว่าหุ้นไอพีโอเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock) ทุกตัว หากรอให้สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น อาจลดโอกาสที่จะขาดทุนจากการลงทุนได้

