Official Update :

BCP ปิดดีลซื้อ ESSO กว่า 3.4 หมื่นล้านบาท เตรียมทำเทนเดอร์ 5 ก.ย. ที่ราคา 9.89 บาท โบรกฯ ชี้ขึ้นแท่นโรงกลั่นใหญ่สุดในไทย

BCP แจ้งธุรกรรมเข้าซื้อหุ้นสามัญ ESSO จำนวน 2,283.75 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 65.99% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดจาก ExxonMobil Asia Holding ภายหลังเงื่อนไขบังคับก่อนการเข้าซื้อหุ้นได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และมีราคาซื้อขายสุดท้ายอยู่ที่ 9.8986 บาท/หุ้น นักวิเคราะห์ชี้ ราคาสูงกว่ามุมมองของฝ่ายวิจัย แต่ถือว่าไม่แพง หาก BCP สามารถทำคำเสนอซื้อหุ้น ESSO ส่วนที่เหลือได้ทั้งหมด BCP จะมีกำลังการกลั่นเป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นที่มีกำลังกลั่นสูงสุดในประเทศ และมูลค่าพื้นฐานเพิ่มขึ้นประมาณ 5 บาท/หุ้น


บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ BCP เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการตามเงื่อนไขข้อบังคับก่อนการเข้าซื้อหุ้น บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ ESSO เสร็จสิ้นแล้วทั้งหมด  ในราคาซื้อขายสุดท้ายสำเร็จเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2566 ที่ราคา 9.8986 บาทต่อหุ้น


ทั้งนี้ บริษัทคาดว่า จะดำเนินการซื้อหุ้นสามัญของ ESSO  จำนวน 2,283,750,000 หุ้น หรือคิดเป็น 65.99% จาก ExxonMobil Asia Holdings Pte.Ltd (ผู้ขาย) ในมูลค่า 22,605,926,000 บาท หรือคิดเป็นราคา 9.8986 บาท/หุ้น และจะชำระราคาค่าหุ้นสามัญให้กับผู้ขายในวันที่ 31 สิงหาคม 2566


อีกทั้งบริษัทจะเข้าดำเนินการเข้าทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือจำนวนทั้งสิ้น 1,177,108,000 หุ้น (คิดเป็นสัดส่วน 34.01%ของหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายทั้งหมดของ ESSO) และจะมีหน้าที่ในการยื่นแบบประกาศเจตนาในการถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (แบบ 247-3) และคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (แบบ 247-4) ของ ESSO ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ESSO  


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีความเห็นว่า BCP และ ESSO ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเงื่อนไขก่อนการเข้าซื้อหุ้นเรียบร้อยแล้ว เช่น ความเห็นชอบ/ผ่อนผันข้อกำหนดในสัญญาขยาย – ประกอบกิจการโรงกลั่นจากกระทรวงพลังงาน, ความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น, ความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์กฎหมายแข่งขันการค้า


โดยราคาซื้อขายสุดท้ายตามกลไกคำนวณราคาอ้างอิงงบการเงินล่าสุดไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 9.8986 บาท/หุ้น (ลดลงจากงวดไตรมาส 1/66 ที่ 9.94 บาท/หุ้น) สูงกว่ามุมมองของฝ่ายวิจัย และตลาดส่วนใหญ่เล็กน้อย แต่ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่บริษัทฯ เคยให้ข้อมูลไว้ช่วง 7.4 – 10.3 บาท/หุ้น หากอ้างอิงประมาณการ ESSO ของ Bloomberg Consensus (ไม่อยู่ใน Yuanta Coverage) ราคาดังกล่าวคิดเป็น PBV ปี 2567 ที่ 1.1 (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 1.4 เท่า) และ PER ปี 2567 ที่ 7.6 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 8.4 เท่า) ถือว่าไม่แพง


ทั้งนี้มูลค่าเข้าซื้อหุ้น ESSO จากผู้ถือหุ้นใหญ่ ExxonMobil Asia Holding จำนวน 2,283.75 ล้านหุ้น ณ ราคา 9.8986 บาท/หุ้น จะคิดเป็นจำนวนเงิน 2.26 หมื่นล้านบาท ซึ่ง BCP จะใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมสถาบันการเงินทั้งหมด


อีกทั้ง BCP ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ (Tender Offer ช่วงต้นเดือน ก.ย. – กลางเดือนต.ค.) อีก 1,177.11 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 34.01% ภายใต้ ณ ราคาเดียวกัน ทำให้ต้องใช้เงินทุนอีกราว 1.17 หมื่นล้านบาท (กรณีสามารถสามารถทำ Tender Offer ได้หมด)


อย่างไรก็ตามปัจจุบัน (ก่อนเกิดธุรกรรม) บริษัทฯ มีอัตราส่วน Net DER อยู่ที่ 0.4 เท่า หากสามารถทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนน้อยได้ทั้งหมด ธุรกรรมนี้จะใช้เงินรวม 3.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าอัตราส่วน Net DER จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 เท่า ซึ่งยังอยู่ภายใต้ข้อกำหนด Debt Covenant ที่ 2.0 เท่า ทำให้เชื่อว่า BCP ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน


กรณี BCP สามารถทำคำเสนอซื้อหุ้น ESSO ส่วนที่เหลือได้ทั้งหมด BCP จะมีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 1.20 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 2.94 แสนบาร์เรลต่อวัน  นับเป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นที่มีกำลังกลั่นสูงสุดในประเทศ และจำนวนสถานีบริการน้ำมันรวม 2.2 พันแห่ง จาก 1.4 พันแห่ง สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ


นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต และการจัดจำหน่าย เช่น เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้น้ำมันดิบ – ผลผลิตน้ำมันสำเร็จรูป, เข้าถึงการใช้งานโครงสร้างพื้น ฐานการขนส่งน้ำมัน, การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต, การเพิ่มอัตราใช้กำลังกลั่นเพื่อรองรับช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ        


ดังนั้นการรวมงบการเงินของ ESSO จะทำให้ประมาณการกำไรสุทธิ BCP ปี 2567 มี Upside ราว 54% และมูลค่าพื้นฐานเพิ่มขึ้นประมาณ 5 บาท/หุ้น (จากปัจจุบัน 34.50 บาท) อย่างไรก็ตามทางพื้นฐานคงคำแนะนำ TRADING