4 หุ้นดังเตรียมรับผลบวก “เศรษฐา” ดัน "ฟรีวีซ่า" นักท่องเที่ยว จีน อินเดีย

จากประเด็นที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย มีแผนอัดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว "ฟรีวีซ่า" ให้นักท่องเที่ยวจีน อินเดีย นั้น นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว โดยหากมีการใช้ฟรีวีซ่าทั้งจีนและอินเดียจากปัจจุบันที่ 2,000 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าจะให้ฟรี 3 เดือน และจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่น


โดยเฉพาะหากให้ฟรีวีซ่าได้ทันในช่วง High season ตั้งแต่ไตรมาส 4/66 นี้ เพราะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียมีสัดส่วนช่วง 7 เดือนของปีนี้ อยู่ที่ 12% และ 6% ตามลำดับ โดยหุ้นในกลุ่มโรงแรมที่จะได้รับผลบวกจากข่าวดังกล่าวจากมากไปน้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR และกลุ่ม Aviation ได้แก่ AAV, AOT สำหรับหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน ดังนั้นยังให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดยจากประเด็นนี้ ชอบ AAV, ERW, AOT, BAFS

  • AAV แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.70 บาท คาดจะได้ประโยชน์มากสุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียรวมกันราว 30-35%

  • ERW แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท คาดจะได้ sentiment เชิงบวกมากเช่นเดียวกัน โดยมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียราว 20%

  • AOT แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 84.00 บาท มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียรวมกันราว 20-25% ของรายได้เกี่ยวกับการบิน (หรือประมาณ 15-20% ของรายได้รวม)

  • BAFS แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท มีสัดส่วนรายได้เติมน้ำมันจากเที่ยวบินจีนและอินเดียราว 10-15% ของรายได้รวม


สำหรับบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน AAV นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 3.64 บาท (เดิม 3.60 บาท) โดยมองผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องตามการฟื้นของอุตฯ การบิน AAV มีจุดเด่นจากมีฝูงบินขนาดใหญ่ (54 ลำ) รองรับการฟื้นตัวของอุตฯ การบินได้เต็มที่


ทั้งนี้ล่าสุดในงวดไตรมาส 2/66 มีส่วนแบ่งตลาดผู้โดยสารเส้นทางบินในประเทศ 37% และเส้นทางบินระหว่างประเทศ 26% และคาดผลประกอบการจะทำสถิติสูงสุดของปีในงวดไตรมาส 4/66 ที่เป็นช่วง High season ของการเดินทาง


อีกทั้งได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารสะท้อนภาษีน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างเต็มไตรมาส โดยคาดกำไรสุทธิปีนี้ที่ 1,076 ล้านบาท ซึ่งฟื้นเป็นกำไรจากปีก่อนขาดทุน และคาดกลับมาจ่ายเงินปันผลปี 67 ที่ 0.09 บาท/หุ้น (Div Yield 3.3%)


ถัดมา ERW นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ผู้บริหารมีการปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2566 จาก 45% ไปเป็นโต 50% จากปีก่อน เนื่องจากปัจจบันบริษัทคาดว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยจะสูงขึ้น


ทั้งนี้ในประมาณการของฝ่ายวิจัย คาดว่าการเติบโตของรายได้จะอยู่ที่ 48% และปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น 52% ในปี 2566 และ 35% ในปี 2567 เพื่อสะท้อนคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น สำหรับความสามารถในการทำกำไรช่วงโลว์ซีซั่น (ไตรมาสที่สองและสาม) ดังนั้นจึงปรับราคาเป้าหมายปี 2566 ขึ้นจาก 5.90 บาท มาอยู่ที่ 6.20 บาท แนะนำ ซื้อ


สำหรับทิศทางไตรมาส 3/66 คาดการณ์กำไรหลักที่ 120 ล้านบาท ฟื้นตัวจากรายงานขาดทุน 15 ล้านบาทในไตรมาส 3/65 และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน (และสูงกว่ากำไรหลักไตรมาส 3/62 ที่ 43 ล้านบาทมาก) คาดรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักจะเติบโต 10% จากไตรมาสก่อน


โดยได้รับผลบวกจากอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้นที่ 84% (80% ในไตรมาส 2/66) และอัตราการเติบโตของราคาห้องพักเฉลี่ย 6% สมมติฐานกรณีฐานสำหรับการเติบโตของชาวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 10% ในไตรมาส 3/66 ซึ่งคาดทั้งปี 2566 จะพลิกมีกำไรสุทธิ 750 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 224 ล้านบาท


AOT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีความเห็นว่า คงแนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 85 บาท โดยคงประมาณการกำไรปกติปี 2566 ที่ 1 หมื่นล้านบาท (ปี 2565 ขาดทุนปกติ 1 หมื่นล้านบาท) กลับสู่ระดับ 40% ของ Pre-COVID


โดยคาดการณ์กำไรปกติงวดไตรมาส 4/66 (ก.ค. – ก.ย. 66) อยู่ที่ 4.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสก่อน และ Turnaround จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไต่ระดับต่อเนื่องถึงไตรมาส 2/67 (ม.ค. – มี.ค. 67) อานิสงส์จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย


ส่วนปี 2567 ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรปกติที่ 2.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 168% และเกิน Pre-COVID ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยการรับรู้ส่วนลดให้กับ คู่ค้าที่กลับสู่ระดับปกติเต็มปี บนสัญญาคู่ค้าเชิงพาณิชย์ที่สูงกว่าสัญญาในช่วง Pre-COVID ประกอบกับแนวโน้มผู้โดยสารและเที่ยวบินขยายตัวตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย


ปิดท้ายกันที่ BAFS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 35.00 บาท โดยคงประมาณการกำไรปกติปีนี้ที่ 310 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน ถือว่าฟื้นเป็นกำไรในรอบ 4 ปี ส่วนครึ่งหลังของปีนี้ประเมินผลการดำเนินงานจะเร่งตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากครึ่งปีแรก โดยเฉพาะไตรมาส 4/66 ซึ่งเป็นช่วง high season ของภาคท่องเที่ยว


ทั้งนี้คงมุมมองบวกต่อ BAFS โดยมี key catalysts จากการเปิดให้บริการอาคาร SAT-1 สนามบินสุวรรณภูมิในเดือน ก.ย.66 การควบรวม BCP & ESSO ในครึ่งหลังปีนี้ซึ่งจะช่วยหนุนปริมาณขนส่งน้ำมันทางท่อมากขึ้น, แผนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ในต่างประเทศ ได้ข้อสรุปไตรมาส 4/66 และแผนการเชื่อมท่อภาคตะวันออกของ NFPT ซึ่งคาดการณ์จะเห็นความชัดเจนครึ่งหลังปีนี้


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
Updated 23 hours ago
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“กองตราสารหนี้โลก”…Upside จำกัด - แต่ได้ Yield สูงชดเชย !!!
Updated 17 hours ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ MTL Health Services มากกว่าความคุ้มครอง ช่วยลูกค้าวางแผนการรักษาอย่างมั่นใจ
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
SET นิ่ง แต่เงินไม่ได้นิ่ง! จับตาวอลุ่ม “เก็บ” ก่อนหุ้นวิ่ง รอบนี้โฟกัสกลุ่มโรงพยาบาล BDMS วอลุ่มพุ่ง BH เด้งรับ Cover Short
Updated 20 hours ago
Follow Us