WICE ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ครึ่งปีหลังรับช่วง High Season
บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 มีรายได้รวม 2,006 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ที่ลดลง เกิดจากอัตราค่าระวางเรือที่มีการปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งมากกว่า 80% (Over Supply)
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจงานบริการด้านซัพพลายเชน โซลูชั่นส์ เติบโตได้ดีในช่วงที่ผ่านมา บริษัทสามารถรับรู้รายได้เพิ่มตามการขยายพื้นที่และตามปริมาณงานในการรับบริหารคลังสินค้า ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน (Cross Border Service) มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศจีนเริ่มผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้ WICE สามารถขนส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนได้เป็นปกติ
ด้านการขนส่งทางทะเล (Sea Freight) และการขนส่งทางอากาศ (Air Freight) ปริมาณการขนส่งลดลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ปรับลดลงตามไปด้วย
แต่ในช่วงครึ่งปีหลังถือเป็นช่วง High Season ของธุรกิจโลจิสติกส์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ผลประกอบการของ WICE จะเห็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
โดยนายชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ WICE กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 2566 บริษัทคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตในธุรกิจโลจิสติกส์ รวมทั้งการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ประกอบกับบริษัทมีกลยุทธ์ในการจัดการด้านการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน
โดยสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยน่าจะกลับมาฟื้นตัว ประกอบกับการคาดการณ์การนำเข้า ส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น อ้างอิงจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งเป็นช่วง High Season ของธุรกิจโลจิสติกส์ และประเทศคู่ค้าหลักของบริษัท ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และจีน การนำเข้าส่งออกกำลังปรับตัวดีเช่นเดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโต
ทั้งนี้ ธุรกิจการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน (Cross Border Service) คาดว่าจะเติบโตได้ดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากประเทศจีน ยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ไป ทำให้การขนส่งสินค้าทำได้อย่างสะดวก
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าบริหารขยายงานในการให้บริการด้านซัพพลายเชน โซลูชั่นส์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานให้บริการคลังสินค้าแบบออนไซต์ (Onsite Warehouse Management) โดยรับรู้รายได้จากการบริหารคลังของกลุ่ม SCG ที่กาญจนบุรี ในพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร
รวมถึง ล่าสุดที่ได้ลงนามบริหารคลังสินค้าของ บมจ. กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) (GYT) พื้นที่รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร และยังเป็นผู้กระจายสินค้าประเภทยางรถยนต์ส่วนบุคคล ยางรถบรรทุก จากโรงงานและคลังสินค้าทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ทาง GYT มีแผนจะขยายคลังสินค้าและการขนส่งเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างพูดคุยกับลูกค้ารายใหม่ๆ ในส่วนงานให้บริการด้านซัพพลายเชน โซลูชั่นส์เพิ่มมากขึ้น
สำหรับความคืบหน้าโครงการนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV TRUCK) เข้ามาช่วยขนส่ง เพื่อทดแทนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากลูกค้าหลายรายของบริษัทมีการผลักดันเรื่อง ESG เป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ (Carbon footprint) การขนส่งโดยใช้ EV TRUCK จึงตอบโจทย์กระแสดังกล่าว เพราะจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบกับรถยนต์สันดาปได้กว่า 40%
ดังนั้นจึงทำให้ WICE ได้ศึกษาและอยู่ระหว่างทดลองใช้ รวมถึงเจรจากับพันธมิตรควบคู่ไปด้วย จะต้องขนส่งสินค้านับแสนตันต่อปี หรือราว 300 -400 เที่ยวต่อเดือน อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเริ่มชัดเจนขึ้นในปลายปีนี้
ส่วนบริษัท ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์ จํากัด (มหาชน) หรือ ETL มีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงตลาดรองจากการซื้อขายหุ้นของ ETL จากหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ไปเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 310 ล้านบาท (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท) เพื่อรองรับการเติบโตของ ETL ในอนาคต โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายใน SET ช่วงไตรมาส 4/66

