“ดิจิทัลวอลเล็ต” เป็น โอกาส หรือ อากาศ? บนความหวังกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
นโยบาย “Digital Wallet” ภายใต้พรรคเพื่อไทย ถูกพูดถึงในวงกว้าง และเป็นนโยบายที่ประชาชนต่างเฝ้ารอดูว่า จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวใช้เม็ดเงินมหาศาลกว่า 5.45 แสนล้านบาท ทำให้เป็นที่ถกเถียงกันว่างบประมาณจะเอามาจากไหน และจะคุ้มค่าหรือไม่?
สำหรับ นโยบาย Digital Wallet พรรคเพื่อไทยยืนยัน 10,000 บาท การจ่ายเงิน "งวดเดียว" สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นทั้งการบริโภค และการลงทุนทั่วประเทศ" โดยคาดจะเริ่มใช้ภายในไตรมาส 1/67 ซึ่งคนไทยทุกคนที่มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยต้องมีบัตรประชาชนเลข 13 หลัก ส่วนประชาชนที่มีบัตรสวัสดิการอื่น ๆ เช่น คนชรา คนพิการ ก็จะได้รับเงินเต็มจำนวน 10,000 บาทเช่นกัน
โดยการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลผ่านนโยบาย Digital Wallet เพื่อกระกระตุ้นเศรษฐครั้งใหญ่ของไทย จะคุ้มค่าหรือไม่นั้น นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองว่า นโยบาย “Digital Wallet” ภายใต้พรรคเพื่อไทย สนับสนุนเงินดิจิทัลแก่ประชาชน 10,000 บาทต่อคน รวมจำนวน 54.5 ล้านคน เม็ดเงินจะใช้เงินราว 5.45 แสนล้านบาท หรือ 3% ของ GDP ปี 66 ไทยที่ 18.17 ล้านล้านบาท โดยคาดมาตรการจะเริ่มได้เดือน ก.พ. 67
อย่างไรก็ตามหากมองไปยังประเทศพัฒนาที่เคยใช้นโยบายกระตุ้นบริโภค อาทิ สหรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจสำเร็จมาแล้ว อิงช่วง COVID-19 มีการแจกจ่ายให้กับประชาชนอเมริกันโดยตรง 1,400 เหรียญสหรัฐต่อคน ใช้วงเงินรวม 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.9% ของ GDP
โดยหนุนภาคการบริโภคที่ไตรมาส 2/63 ลดลง 8.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหนุนให้ช่วงไตรมาส 3-4/63 หดตัวลดลงเหลือเพียง 0.65% และ 0.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ดังนั้นจึงประเมินมาตรการ Digital Wallet มีโอกาสสร้างวงจรดังกล่าวต่อไทยเช่นกัน
ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ประเมินมาตรการดังกล่าวจะบวกต่อ GDP ได้ราว 3% จากคาดการณ์ GDP ปี 67 ของไทยปัจจุบันที่ราว 3.6% ขึ้นมาเป็น 6.6% และสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นฐานที่ดีในการต่อยอดขับเคลื่อน GDP ไทยเติบโตปีละ 5% ขึ้นไป คาดจะสร้างความเชื่อมั่น Fund Flow ต่างชาติที่ลดการลงทุนใน SET ไปมาก กลับเข้ามาลงทุนหุ้นไทยอีกครั้ง
สำหรับแหล่งเงินทุน หากรัฐก่อหนี้ ยังสามารถทำได้ โดย Public Debt ต่อ GDP ณ. เดือน ก.ค. อยู่ที่ 61.7% ของ GDP จะเพิ่มสู่ระดับไม่เกิน 65% ไม่เกินเพดานตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่ 70%
ดังนั้นประเมินหุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มค้าปลีกอิงฐานราก เน้น CPAXT, CPALL, DOHOME, GLOBAL, TNP กลุ่มเช่าซื้อ JMT, MTC (Trading) กลุ่มดิจิทัล เน้น BE8, ADVANC
ทั้งนี้อุปสรรคการจัดหาแหล่งเงินทุนจำกัด หนุนนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า รัฐบาลหาช่องทางระดมเงินใช้ทำนโยบายแจกเงิน “Digital Wallet” 10,000 บาท โดยอาจสามารถเริ่มใช้ได้ในไตรมาส 1/67 ส่วนแหล่งเงินที่จะใช้ในการดำเนินนโยบาย ประเมินว่าอาจมีที่มาจาก 3 ส่วน
1.การจัดสรรงบประมาณ โดยความเห็นจาก TDRI หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุไว้ว่า แหล่งที่มาของเม็ดเงินน่าจะมาจากดังนี้ รายรับจากภาษีของรัฐบาลในปี 2567 ซึ่งประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้น 2.6 แสนล้านบาท
การบริหารจัดการงบประมาณ และปรับสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน 2 แสนล้านบาท การจัดเก็บภาษีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 1 แสนล้านบาท
2.การกู้เงินโดยประเทศไทยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 61.15% (ข้อมูลล่าสุดเดือน มิ.ย.66) ซึ่งตามกรอบวินัยการคลัง สามารถกู้เพิ่มได้จนกว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ระดับ 70% ซึ่งจะกู้เพิ่มได้อีกราว 1.58 ล้านล้านบาท (บนสมมุติฐาน GDP 17.86 ล้านล้านบาท) แต่โดยหลักการแล้วไม่ควรกู้จนเต็มเพดานหนี้
3.กระทรวงการคลังอาจจะลดสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนในกองทุนวายุภักษ์ให้ กบข.-ประกันสังคม ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าสามารถทำได้ และได้เงินระยะสั้นปริมาณมาก รวมถึงตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากความผันผวนจากประเด็นดังกล่าวจำกัด เนื่องจากกองทุนวายุภักษ์เป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย ล่าสุดมีมูลค่าพอร์ตอยู่ที่ 3.47 แสนล้านบาท รองรับเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายได้พอสมควร
ขณะที่กองทุนประกันสังคม มีเงินในพอร์ตลงทุนสิ้นปี 2565 ที่ 2.27 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนหุ้นไทย 11.05% หรือ 2.51 แสนล้านบาท ส่วนกบข. มีเงินในพอร์ตลงทุนสิ้น มิ.ย. 2566 ที่ 4.65 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนหุ้นไทย 4.28% หรือ 2.0 หมื่นล้านบาท (ในอดีตถือหุ้นไทยราว 7% ของพอร์ตรวม) แสดงให้เห็นว่ากองทุนกบข.-ประกันสังคม มีขนาดใหญ่พอ และน่าจะรองรับการขายหุ้นของกองทุนวายุภักษ์ทำให้ได้เงินมาพอสมควร
สรุปการหาแหล่งเงินทุนจากนโยบายพรรคเพื่อไทย ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูง จากทางเลือกที่หลากหลายทั้ง 3 แนวทางที่กล่าว หนุนให้การดำเนินนโยบายต่างๆ มีความราบรื่นขึ้น

