Official Update :

โบรกฯ มั่นใจ ตลาดหุ้นไทยจะโดดเด่น กว่าภูมิภาค ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลัง “นายก” แถลงนโยบายส่งผลบวกรอบด้าน

การแถลงนโยบายของรัฐบาล นักวิเคราะห์ประเมินผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจหลายด้าน โดยมั่นใจว่าตลาดหุ้นไทย จะเคลื่อนไหว Outperform ตลาดหุ้นภูมิภาคในช่วงที่เหลือของปี ส่วนแหล่งที่มาของงบประมาณส่วนอื่น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังแถลงในที่ประชุมสภาฯ ชัดเจนว่า จะไม่ขายหุ้นในกองทุนของรัฐบาล และไม่แตะกองทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าจะช่วยปลดล็อก Overhang ต่อ SET INDEX จากความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ได้


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีความเห็นว่า หลังจากนายกฯแถลงนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ฝ่ายวิจัยประเมินผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจหลายด้าน โดยเฉพาะการบริโภคที่จะโตเด่นจากมาตรการ Digital Wallet รวมถึงมาตรการอื่นที่ช่วยยกระดับการเติบโตในระยะสั้น และระยะกลางถึงยาว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


1.Digital Wallet 10,000 บาท ให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป คิดเป็นมูลค่า 5.6 แสนล้านบาท หรือราว 3.5% ของ GDP เฉลี่ย ซึ่งกำหนดให้ใช้ภายในรัศมี 4 กิโลเมตร และในระยะเวลาเพียง 6 เดือน โดยไม่สามารถนำไปจ่ายหนี้ หรือซื้อสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายได้


โดยพรรคเพื่อไทยคาดว่าจะเกิดการหมุนเวียนของเงินดังกล่าวได้ 2.7 เท่า ทำให้มีเงินสะพัดเพิ่มขึ้นจากนโยบายนี้ราว 1.512 ล้านล้านบาท หรือหรือราว 9.5% ของ GDP เฉลี่ย ซึ่งถือเป็นมาตรการที่กระตุ้นการบริโภค และเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสาคัญ


2.แก้ปัญหำหนี้สิน ทั้งภาคเกษตรกร ประชาชน และภาคธุรกิจ โดยนายกฯคาดว่าจะเริ่มนโยบายพักหนี้ให้เกษตรกรในช่วงเดือน ต.ค. 66 และจะขยายไปยังภาคส่วนอื่นๆ ในเวลาถัดมา ทั้งนี้ รูปแบบการพักหนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่คาดว่าจะคล้ายกับรูปแบบของรัฐบาลชุดก่อน และแนวทางที่ ธปท. กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน


3.ลดค่าใช้จ่ายพลังงาน ทั้งค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม และน้ำมันเชื้อเพลิง โดยในส่วนของค่าไฟฟ้า จะเป็นการปรับลดตามกลไกต้นทุนพลังงานเพื่อไม่ให้กระทบผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า รวมไปถึงเร่งพิจารณาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อนำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่มาจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างสองฝ่าย


อีกทั้งเพื่อเพิ่มแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีราคาถูก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าในระยะยาว นอกจากนี้จะมีการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เช่น ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า


4.ผลักดันกำรท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย โดยมีแนวทางในระยะสั้นคือ ปรับปรุงขั้นตอนขอวีซ่ายกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่ากลุ่มเป้าหมาย ทำ Fast Track VISA สำหรับผู้ร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) รวมไปถึงการปรับปรุงระบบคมนาคม เช่น การปรับปรุงสนามบิน เพิ่มสนามบิน และเพิ่มเที่ยวบิน โดยนายก คาดว่าจะอนุมัติมาตรการระยะสั้นได้ทันช่วงเทศกาลวันหยุดยาวของจีน (Golden Week) ระหว่างวันที่ 1 –7 ต.ค.นี้


ทั้งนี้ประเมินผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของนโยบาย Digital Wallet เป็นหลัก เพราะนโยบายอื่นเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดเดิม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงไม่ได้เป็นส่วนเพิ่ม หรือ ส่วนลดจากคาดการณ์ GDP ปัจจุบันมากนัก


โดยถ้าอิงจากแนวทางการจัดหาเงินของพรรคเพื่อไทย ที่จะมีการลดงบซ้ำซ้อนบางส่วน 2 แสนล้านบาท คาดว่าผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ที่เป็นปริมาณเงินใหม่จะอยู่ที่ราว 2% ของ GDP ซึ่งจะหนุนให้ GDP ปี 2567 โตสูงกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 10 ปีที่ 2.9% ได้อย่างมีนัยสาคัญ


อีกทั้งจะส่งผลให้ SET INDEX สามารถเคลื่อนไหวบน Forward PE Band ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังที่ราว 16.8 เท่า ได้เช่นเดียวกัน (Bloomberg Consensus คาด PER 2566 ที่ 17.4 เท่า และ PER2567 ที่ 14.9 เท่า)


ดังนั้นยังมั่นใจว่า SET INDEX จะเคลื่อนไหว Outperform ตลาดหุ้นภูมิภาคในช่วงที่เหลือของปี ส่วนแหล่งที่มาของงบประมาณส่วนอื่น รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังแถลงในที่ประชุมสภาฯ ชัดเจนว่า จะไม่ขายหุ้นในกองทุนของรัฐบาลและไม่แตะกองทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าจะช่วยปลดล็อก Overhang ต่อ SET INDEX จากความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ได้


สำหรับกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยจากการรวบรวมข้อมูลใน Yuanta Universe ผนวกกับการประเมินผลกระทบของนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน พบว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค ท่องเที่ยว พลังงานหมุนเวียน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี


ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์แต่มีบางส่วนที่ต้องช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งยังประเมินผลกระทบหักล้างที่ชัดเจนไม่ได้คือ ธนาคารพาณิชย์ และไฟแนนซ์


ขณะที่ กลุ่มเสียประโยชน์ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่น ปั๊มน้ำมัน รวมถึงไฟแนนซ์ ซึ่งราคาหุ้นอ่อนตัวลงจากความกังวลในการใช้กลไกของรัฐบาลเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจ จึงคาดว่าจะเกิดการ Buy on fact เมื่อมีความชัดเจน


ดังนั้นหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากหลายนโยบายเร่งด่วน และราคาหุ้นยังไม่ตอบสนองเชิงบวกมากนัก คือ CPALL, CPAXT, DOHOME, GLOBAL, OSP, SABINA, GUNKUL, TRUE, BE 8, KJL


ประเมินผลกระทบนโยบายระยะกลาง -ยาว

นอกจากนโยบายเร่งด่วนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2566 –2567 แล้ว รัฐบาลยังได้เปิดเผยนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลสังคมระยะกลาง –ยาว หลายประเด็น โดยสรุปแต่ละประเด็นที่อาจเป็นบวกต่อการลงทุนดังนี้


1.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ทั้งการขนส่งของประเทศ ทางถนน ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ CK, STEC, SEAFCO, PYLON, STI, TASCO


2.การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล รวมทั้งคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรดาวเทียมมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เป็นบวกต่อ THCOM


3.นโยบาย Carbon Credit โดยการส่งเสริมให้เจ้าของที่ดินหรือชุมชนโดยรอบได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิตอย่างยุติธรรม เป็นบวกต่อ GUNKUL, BCPG, SSP, TTCL


4.นโยบายด้านกัญชา โดยจะใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ เป็นบวกต่อ GUNKUL, DOD, BC


5.ดูแลกลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มชาติพันธุ์ ด้วยสวัสดิการรัฐ เป็นบวกต่อ BCH, CHG, EKH


6.ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น หากประชาชนมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลง


7.นโยบายขึ้นค่าแรงที่จะทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 600 บาท ภายในปี 2570 แม้เป็นหนึ่งในต้นทุนที่สำคัญของบริษัทจดทะเบียน แต่ฝ่ายวิจัยได้ทำการศึกษาผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอดีต พบว่าผลกระทบต่อกำไรของบริษัทอยู่ในระดับที่ต่ำมาก


ทั้งนี้เนื่องจาก การบริโภคมีโอกาสเร่งตัวขึ้นจากการคาดการณ์รายได้ในอนาคตที่จะปรับขึ้น อีกทั้งรัฐบาลมักจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง


ขณะที่การลงทุนทางตรงเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต คาดได้รับผลกระทบจำกัดเช่นกัน เนื่องจากค่าแรงของประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาค ดังนั้น ประเด็นการปรับขึ้นค่าแรง จึงมองเป็นบวกสุทธิต่อกลุ่ม Domestic Play ในภาพรวม

ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator