หุ้นกลุ่มโรงแรมจะไปต่ออย่างไร ในวันที่โควิดกลับมาอีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่การระบาดของ COVID-19 ย่อมส่งผลต่อผลประกอบการโรงแรมในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวดีเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม


ทั้งนี้การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ในครั้งนี้ ได้ลุกลามเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบกันดูว่า หุ้นโรงแรมจะยังน่าสนใจหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ดีดรับข่าวดีภาครัฐเตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศดั่งที่ Wealthy Thai เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้


เมื่อมองไปข้างหน้า เราเชื่อว่าโควิดระลอกที่สามครั้งนี้ ที่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนจะส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการโรงแรมอีกครั้ง ทำให้ไตรมาส 2/64 ยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนที่เป็นไปอย่างช้า ๆ ทั้งในประเทศไทยและยุโรป (ตลาดหลักของ MINT) การรักษาระยะห่างทางสังคม จะยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ เราแนะนำ ถือ MINT เนื่องจากการฟื้นตัวในยุโรป (60% ของรายได้โรงแรม) อาจดีกว่าในประเทศไทยจากการฉีดวัคซีนที่เร็วกว่า อัพไซด์ที่สำคัญคือการฉีดวัคซีนเร็วกว่าที่คาดในประเทศไทย (เร็วกว่าครึ่งปีหลัง 64) นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว


หากย้อนกลับไปในช่วงไตรมาส 1/2564 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า COVID-19 ระลอก 2 ยังกระทบหนัก จึงคาดงบไตรมาส 1/64 เนื่องจากโควิดระลอกใหม่ในช่วงดังกล่าว โดยคาดผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหมดจะบันทึกผลขาดทุนในไตรมาส 1/64 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก ไตรมาส 4/63 เป็นช่วงไฮซีซันสำหรับทั้งธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร รวมทั้งโควิดระลอกสองที่เริ่มในครึ่งหลังของเดือนธันวาคม 63 ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้าพักและยอดขายสาขาเดิม ใน ไตรมาส 1/64  ดังนั้นการฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ที่หยุดชะงักและผลขาดทุนที่สูงขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยจะเป็นปัจจัยลบต่อราคาหุ้น


นอกจากนี้ในปี 64 ผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหมดจะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายในการด้อยค่าจาก COVID-19 (ภายใต้มาตรฐานการบัญชี TAS36) ซึ่งล่าช้าจากปีที่แล้วและไม่รวมอยู่ในประมาณการของเรา แม้ว่าผลกระทบจะไม่เป็นปัจจัยหลัก แต่เราคาดว่าอาจเป็นผลลบต่อราคาหุ้น


คาดจำนวนผู้เข้าพักในไตรมาส 1/64 ของ CENTEL จะต่ำที่สุด ที่ 12% ไตรมาส 4/63 ที่ระดับ 27% เนื่องจากมีโรงแรมเพียง 44% ที่ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ (เนื่องจากหลายแห่งในภาคใต้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ผู้ประกอบการโรงแรมอีก 3 แห่งคาดมีจำนวนผู้เข้าพักประมาณ 19 -30% ในไตรมาสนี้


โดยจำนวนผู้เข้าพักของ ERW สูงสุดที่ 30% เทียบกับไตรมาส 4/63 ที่ระดับ 43% เป็นผลมาจากโรงแรมราคาประหยัด Hop Inn สำหรับ MINT โรงแรมทั้งในยุโรปและไทยได้รับผลกระทบจากโควิดระลอกที่สองและจำนวนผู้เข้าพักเฉลี่ยที่เท่าเดิมหรือ 20% ในไตรมาสนี้ เทียบกับ ไตรมาส 4/63 ที่ระดับ 25% อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เข้าพักของโรงแรมทั้งหมดผ่านจุดต่ำสุดในเดือนมกราคมและเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ขณะที่ AWC จำนวนผู้เข้าพักอยู่ที่ระดับ 19% ไตรมาส 1/64 เทียบกับไตรมาส 4/63 ที่ระดับ 26%


ส่วนยอดขายสาขาเดิมร้านอาหารของ MINT และ CENTEL ยังคงลดลงเช่นกัน โดยในไตรมาส 1/64 ทั้ง MINT และ CENTEL ยังคงพบว่ายอดขายสาขาเดิมร้านอาหารในประเทศไทยลดลงอย่างมาก (เฉลี่ย -18% สำหรับ MINT และ -23% สำหรับ CENTEL) เนื่องจากผลกระทบจาก COVID-19 ระลอกใหม่


อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในเดือนมีนาคมคาดว่าจะลดลง 9% สำหรับทั้ง CENTEL และ MINT เทียบกับที่ลดลงระหว่าง 20-30% ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ สำหรับ MINT ยอดขายสาขาเดิมในจีน (16% ของยอดขายร้านอาหารทั้งหมด) น่าจะยังเติบโตที่ 3% ในไตรมาส 1/64 ทำให้ ยอดขายสาขาเดิม โดยรวมของ MINT ลดลงเพียง 12.8% เทียบกับ CENTEL ที่ 23%


ดังนั้นแนะนำ ถือ MINT เท่านั้น จากการฟื้นตัวที่ดีขึ้นในยุโรปเมื่อมองไปข้างหน้า เราเชื่อว่าโควิดระลอกที่สามที่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนจะส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการโรงแรมอีกครั้ง ทำให้ไตรมาส 2/64 ยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนที่เป็นไปอย่างช้า ๆ ทั้งในประเทศไทยและยุโรป (ตลาดหลักของ MINT) การรักษาระยะห่างทางสังคม จะยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ



MINT จะเป็นรายแรกที่รายงานการฟื้นตัว

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า  แนะนำ ซื้อ MINT ราคาเป้าหมายที่ 39.00 บาท โดยเราเชื่อว่ารายได้หลักของ MINT ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 63 และอยู่ระหว่างการกลับมาพร้อมกับวัคซีนและ Pent-up Demand สำหรับการพักผ่อนในครึ่งหลังปี 64 เราคาดว่า MINT จะเป็นรายแรกที่รายงานการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมเนื่องจากพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลาย แผนการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และการหมุนเวียนสินทรัพย์



ERW ยังน่าซื้อจากคุณค่าระยะยาว

ด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ERW ราคาเป้าหมาย 5.8 บาท จากคุณค่าระยะยาว แม้ว่าจะมีแนวโน้มเชิงลบการระบาดระลอก 3 ในปลายมี.ค. แต่เราได้คาดไว้แล้วว่า รายได้จากโรงแรมในปีนี้จะฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย โมเมนตัมการฟื้นตัวในมี.ค.แตะระดับต่ำกว่าในไตรมาสก่อนเพียงเล็กน้อย โดยอัตราการเข้าพัก Hop Inn ฟื้นตัวสู่ระดับ 60%


เราคงคำแนะนำ ซื้อ ERW เนื่องจากเราเชื่อว่าจะมีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 65 และการเติบโตของกำไรจาก Hop Inn จากแผนการขยายเชิงรุก ราคาเป้าหมายก่อนไดลูดของเราอยู่ที่ 5.8บาทต่อหุ้น และหลังไดลูทที่ 3.6 บาทต่อหุ้น โดยเราจะปรับราคาเป้าหมายหลัง XR ในวันที่ 11 พ.ค.



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
News Highlight
พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก
Updated 15 hours ago
Banking
เปิดเทรนด์ Payment Technology จาก Cashless สู่ Intelligent Payment ขับเคลื่อนการเงินไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
Updated 1 day ago
Fund Move
"UOB Group" ได้บรรลุข้อตกลงในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือครองธุรกิจของกลุ่ม "UOB Asset Management Ltd" ของทั้งภูมิภาค...ให้แก่ "Allianz Global Investors" คาดเรียบร้อยปีหน้า
Updated 17 hours ago
Stock of the Day
กลุ่มท่องเที่ยว-F&B รับอานิสงส์ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” โรงแรม-ร้านอาหาร รับแรงหนุน Voucher ชู CENTEL-MAGURO เด่นรับกำลังซื้อเพิ่ม
Updated 23 hours ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ผนึก Jones’ Salad ลุยแคมเปญสุขภาพมิติใหม่ ชูแนวคิด “กินดี + มีประกัน คือ เกราะป้องกันที่ดี (เริ่ด)” ส่งเสริมคนไทยมีสุขภาพและความคุ้มครองที่ดี เพื่อชีวิตที่ยืนยาวมั่นคง
Updated 11 hours ago
Follow Us