PTTEP บวกนำตลาด! รับน้ำมันพุ่ง โบรกฯ ชี้หากขึ้นเกิน 95 เหรียญ วิกฤตเงินเฟ้ออาจหวนคืนตลาด
PTTEP ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น มีปริมาณซื้อขายอย่างหนาแน่น รับอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น จากแรงหนุนอุปทานน้ำมันตึงตัว หลัง OPEC+ ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตไปจนถึงสิ้นปี โดยความต้องการน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และหากปรับตัวขึ้นเกิน 95 เหรียญ วิกฤตเงินเฟ้ออาจจะกลับเข้าในตลาด แต่หุ้น PTTEP จะได้อานิสงส์
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ PTTEP เป้าราคาเป้าหมาย 196 บาท โดยราคาหุ้นยังไม่สะท้อนราคาน้ำมันดิบในตลาดที่สูงขึ้น (Laggard จากราคาน้ำมัน) ทั้งนี้หากเทียบจากสิ้นไตรมาส 2/66 ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นมาแล้ว 34% แต่ราคา PTTEP ปรับขึ้นเพียง 20%
ส่วนมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ราคาน้ำมันยังปรับตัวขึ้นต่อ ล่าสุด Brent อยู่ที่ 94.1 เหรียญต่อบาร์เรล หากปรับตัวขึ้นเกิน 95 เหรียญต่อบาร์เรล วิกฤตเงินเฟ้ออาจจะกลับเข้าในตลาด แต่หุ้น PTTEP จะได้อานิสงส์
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า จากราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น จากแรงหนุนอุปทานน้ำมันตึงตัว หลัง OPEC+ ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตไปจนถึงสิ้นปี โดยความต้องการน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และได้ผลบวกจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัว
ขณะที่ OPEC+ ปรับเพิ่มคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันเป็น 2.44 ล้านบาร์เรล/วัน ในปีหน้า ดังนั้นจึงแนะนำ “ซื้อ” กลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่าง PTTEP, TOP, BCP
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีความเห็นว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น รับแรงหนุนจากความกังวลด้าน อุปทานน้ำมันตึงตัว หลังจากกลุ่ม OPEC+ ประกาศปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มฯ ลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2566
รวมถึงการประกาศขยายเวลา การปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบียโดยสมัครใจจำนวน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่เดือน ก.ค. ซึ่งล่าสุดได้ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจออกไปจนถึงสิ้นปี 2566 เช่นกัน ทำให้ซาอุดิอาระเบียจะผลิตน้ำมันที่ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อีกทั้งในส่วนของรัสเซียเองก็ประกาศว่าจะลดการส่งออกน้ำมัน 3 แสนบาร์เรลต่อวัน ไปถึงสิ้นปี 2566 ด้วย ซึ่งจากประเด็นต่างๆที่กล่าว ข้างต้นสะท้อนให้เห็นมุมมองการควบคุมระดับราคาโดยผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกให้อยู่ในระดับที่พึงพอใจราว 85-95 เหรียญฯต่อบาร์เรล (กำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม โอเปกพลัสคิดเป็นประมาณ 40% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก)
ประกอบกับช่วงสั้นๆยังมีแรงหนุนจากความคาดหวังว่าความต้องการการใช้น้ำมันจะฟื้นตัว หลังมีรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนที่ค่อยๆดีขึ้น รวมถึงความคาดหวังเศรษฐกิจโดยรวมของโลกจะฟื้นตัวล่าสุดกลุ่มโอเปกคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันในตลาดโลกปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 2.44 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 102.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในปี 2567 คาดอุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 2.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 104.31 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ดังนั้นทุกประเด็นก็ล้วนเป็นปัจจัยบวกหนุนราคาน้ำมันให้ยังอยู่ในกรอบสูง ซึ่งถือเป็นผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มผู้ผลิตและสำรวจปิโตรเลียมหลักที่มีรายได้แปรผันตามราคาปิโตรเลียม ซึ่งได้แก่ PTTEP รวมถึงกลุ่มโรงกลั่นที่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ โดยปกติแล้วจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นตาม ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบัน supply น้ำมันสำเร็จรูปที่ออกจากโรงกลั่นค่อนข้างตึงตัว
อีกทั้ง ผู้ประกอบการต่างมี inventory ที่ต่ำ จึงส่งผลให้ค่าการกลั่นในปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง 10-14 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งภาพรวมค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงก็เป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในกลุ่มโรงกลั่นทั้ง TOP, SPRC, BCP, ESSO, PTTGC, IRPC ซึ่งฝ่ายวิจัยเลือก TOP เป็น Top pick ของกลุ่มโรงกลั่น
