Official Update :

เละเป็นโจ๊ก! SET ดิ่งติดลบ 13 จุด โดนปัยจัยภายนอกกดดัน ผวาเฟดคงดอกเบี้ยระดับสูงอีกนาน

บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยภาคบ่าย แกว่งในแดนลบต่อเนื่องจากช่วงเช้า โดยถูกกดดันจาก Sentiment ภายนอก ท่ามกลางความกังวลอัตราดอกเบี้ยคงตัวในระดับสูงยาวนาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความกังวลเชิงลบต่อมาตรการของรัฐบาลใหม่และแหล่งที่มาของวงเงินงบประมาณ


อย่างไรก็ดี คาดทางลงของ SET Index ถูกจำกัดจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ยืนระดับ $90 ต่อบาร์เรล ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน และภาพการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง หลังวันนี้เป็นวันแรกที่เปิดฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน


โดยนายกฯได้เป็นประธานให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจีน โดยสายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เที่ยวบินที่ XJ 761 เส้นทางเซียงไฮ้-สุวรรณภูมิ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวจีน 306 คน


บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ความกังวลปัจจัยภายนอก และการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลกดดัน SET อ่อนตัว


โดยปัจจัยภายนอกกดดัน SET ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ ที่ติดตามความคืบหน้าการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ ปี 67 ที่ใกล้ถึงกำหนดวันที่ 30 ก.ย. นี้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิด Government shutdown และวิกฤติอสังหาฯ ในฝั่งจีนที่ยังไม่คลี่คลาย กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน


ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีความกังวลในเรื่องของการหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นหากรัฐบาลนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป รวมถึงติดตามการประชุม กนง. สัปดาห์นี้ หากปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกจะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อ SET


สำหรับระยะสั้นแนะนำ “Selective” 1) กลุ่มบริโภค-ท่องเที่ยว-นิคม อย่าง BA ERW SPA CPALL WHA TU 2) กลุ่ม Defensive Play BDMS BH


กลุ่มโรงพยาบาล เป็นแหล่งพักเงินที่ดี ในช่วง SET ถูกกดดันจากความกังวลรอบด้าน ซึ่งกลุ่มโรงพยาบาลถือเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาดตั้งแต่ต้นปี และเป็นกลุ่มที่ถูกปรับกำไรขึ้น สวนทางกับภาพรวมกำไร SET ที่ถูกปรับลดลง


มองว่าได้รับผลกระทบจำกัดจากภาวะดอกเบี้ยสูง เงินบาทอ่อนค่า และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ในทางกลับกัน ยังได้ผลประโยชน์จากนโยบายลดค่าไฟ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ


ดังนั้นจึงแนะนำ “ซื้อ” หุ้นกลุ่ม รพ. 2 กลุ่ม 1) กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (Medical Tourist) อย่าง BH และ BDMS ที่มีกำไรแข็งแกร่งต่อเนื่อง ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดเริ่มเห็น Flow ต่างชาติเข้ามาเก็บสะสม BDMS เพิ่มขึ้น


2) กลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อย่าง BCH CHG มองราคาสะท้อนการปรับฐานรายได้บริการโควิดมามากแล้ว ขณะที่คาดกำไรฟื้นตัวใน 2H23F จากผู้ป่วยเงินสดโรคทั่วไปและรายได้ประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น