MCA จ่อเข้าตลาดหุ้นภายในต.ค. นี้ โบรกฯ เคาะกรอบเป้าหมาย 4.50 – 5.10 บาท
MCA ผู้นำด้านการวางกลยุทธ์ทางการตลาดและจัดกิจกรรมทางการตลาดครบวงจร เตรียมตบเท้าเข้าซื้อขายกระดานตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในช่วงเดือนตุลาคม 66 ฟากโบรกฯ เคาะกรอบราคาเหมาะสมตั้งแต่ 4.50 – 5.10 บาท รับการเติบโตช่วงปี 2566 – 2568
นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ MCA เปิดเผยว่า MCA เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดและให้บริการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดครบวงจรผ่านรูปแบบของกิจกรรมการตลาดภาคสนาม (Field Marketing) เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจให้แก่ลูกค้า
โดยครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) การสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้อุปโภคบริโภค (Customer Engagement) ไปจนถึงการผลักดันยอดขาย (Boost Sales) การให้บริการประกอบด้วย การจัดตั้งบูธสินค้า (Booth) การจัดโรดโชว์สินค้า (Roadshow) หรือการจัดกิจกรรมทางการตลาด (Marketing Event)
นอกจากนี้บริษัทยังมีประสบการณ์ในการให้บริการแก่ลูกค้าหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งแบรนด์สินค้าในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 10 ปี และมีฐานข้อมูลพนักงานผู้ให้บริการภายนอก (Outsource) มากกว่า 9,100 คน สามารถให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ
รวมไปถึงการขยายธุรกิจไปเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า (Distributor) ต่อยอดจากประสบการณ์ผู้ให้บริการส่งเสริมการตลาดครบวงจร จะช่วยเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่บริษัทฯ ได้เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งความครบวงจรดังกล่าว ส่งผลให้ MCA ถือว่าเป็นผู้นำธุรกิจด้านแผนกลยุทธ์ทางการตลาด และการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดที่ครบวงจร รายแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนแผนการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ(mai) คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในตุลาคม 2566
สำหรับอัตราการเติบโตในด้านรายได้ของธุรกิจ งวด 6 เดือนแรกของปี 2566 มีรายได้จากการบริการรวม 210.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.72% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามการเติบโตของทั้ง 4 กลุ่มบริการและกำไรสุทธิอยู่ที่ 12.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.57% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ปี 2562-2565 มีรายได้จากการบริการรวม 331.67 ล้านบาท 235.62 ล้านบาท 224.07 ล้านบาท 372.65 ล้านบาท ตามลำดับ สาเหตุปี 2563-2564 ปรับตัวลดลง เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ขณะที่กำไรสุทธิเท่ากับ 53.56 ล้านบาท 0.73 ล้านบาท 2.74 ล้านบาท และ 16.51 ล้านบาท ตามลำดับ
ด้าน นายภักดี เหล่างาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ MCA เปิดเผยว่า ภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัตินับหนึ่งแบบไฟลิ่ง MCA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทเตรียมนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนเพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 60 ล้านหุ้น
สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการขยายธุรกิจสู่การดำเนินธุรกิจใหม่ ในการเข้าไปเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า (Distributor) และรองรับการลงทุนในสินทรัพย์สำหรับการดำเนินธุรกิจราว 50 ล้านบาท รวมทั้งเพื่อใช้ในการชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินราว 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัทในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น MCA ที่ราคา 5.10 บาทต่อหุ้น อ้างอิงจากการเติบโตเฉลี่ยของ EPS ที่ 22% ต่อปี ในช่วงปี 2566 -2569 บนฐาน EPS ปี 2567 ที่ 0.26 บาท โดยประสบการณ์ในการให้บริการจัดกิจกรรมทางการตลาดแบบครบวงจรและศักยภาพความแข็งแกร่ง จุดเด่นในการมีความสัมพันธ์ที่ดีและบริการสามารถวัดผลได้ตรงตามความต้องการลูกค้า ทำให้ฐานลูกค้าขยายตัวต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้บริษัทได้ขยายไปทำธุรกิจ Distributor โดยเริ่มต้น pilot project รับสินค้าจำนวน 7 แบรนด์ ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3/66 ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปกติในปี 2566 ที่ 36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้รวมปี 2566 ที่ 499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า โดยมี backlog เป็น secured revenue 96%
และกำไรปกติปี 2567 ที่ 59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% จากปีก่อนหน้าและรายได้ปี 2567 ประเมินที่ 650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนหน้า อิงสมมติฐานเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการกลับมาของภาคการท่องเที่ยว ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2566 - 2567 ประเมินไว้ที่ 22% สะท้อนโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับปี 2565
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ให้ราคาเหมาะสม MCA ที่ 5.00 บาทต่อหุ้น และประเมินรายได้จากการบริการในปี 2566-2567 ราว 489 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 31% และ 625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 28% ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 19%ต่อปี
พร้อมกับประเมินกำไรสุทธิในปี 2566-2567 ที่ 33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 100% และ 56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 70% หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 50% ต่อปี บนสมมติฐานของอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2566 ที่ระดับ 22.5% เท่ากับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 และปรับดีขึ้นเป็น 23% ในปี 2567
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเหมาะสมที่ 4.80 บาทต่อหุ้น โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2566-2567 ที่ 31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 87% และ 54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 75% และคาดว่าจะรายได้จากการให้บริการรวมในช่วงปี 2566-2567 เพิ่มขึ้น 22.8% และ เพิ่มขึ้น 23.3% ตามลำดับ จากการฟื้นตัวของทุกธุรกิจและการขยายงานในธรุกิจบริการใหม่
ฟากบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ราคาเป้าหมายของ MCA อยู่ที่ 4.60 บาท โดยประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น MCA โดยใช้ P/E ของหุ้นที่มีธุรกิจใกล้เคียงกันที่ระดับ 19.9x เท่า จากการขยายบริการและการเติบโตในธุรกิจใหม่อย่างการเป็นผู้จัดจำหน่าย ที่คาดว่าจะทำให้รายได้เติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดว่าจะมีการขยายตัวจากการเพิ่มงบการตลาดของบริษัทลูกค้าและการประหยัดจากขนาด
ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิจะมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 61.0% ต่อปีในปี 2565-2568 และกำไรต่อหุ้นเติบโต 45.6%ต่อปี และคาดว่ารายได้สำหรับปี 2566-2568 จะอยู่ที่ 475 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 27.3%, 598 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 26.0% และ 685 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 14.6% ตามลำดับ โดยบริการจัดกิจกรรมทางการตลาดและดิจิทัลจะเป็นบริการหลักหนุนการเติบโตโดยคาดว่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ 21.5% ต่อปีในปี 2565-2568
สุดท้ายบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ให้ราคาเหมาะสม MCA ที่ 4.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น implied target P/E ที่19 เท่า สอดคล้องกับ forward PER ที่19 เท่า พร้อมกับประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตเฉลี่ยที่ระดับ 43% ต่อปี ในปี 2566-2568 และคาดกำไรสุทธิเติบโตจาก 17 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 68 ล้านบาทในปี 2568 จากรายได้เติบโต 32%, 29% และ 17% ในปี 2566-2568 ตามลำดับ
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2566-2568 ที่ระดับ 22-23% เทียบกับ 22.5% ในงวดครึ่งปีแรกปี 66 และ 22.2% ในปี 2565 เป็นผลจากการเติบโตสูงของรายได้จากบริการ Merchandiser และรายได้จากบริการใหม่ Distributor ที่เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังปี 66 ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าบริการกิจกรรมด้านการตลาด
