Official Update :

MFEC ผู้พัฒนางานด้านเทคโนโลยี มาพร้อมกับกลยุทธ์สำคัญ ที่ช่วยสร้างองค์กรให้เติบโตยั่งยืน

ในทุกวันนี้โลกอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ในฐานะเป็นผู้พัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร


โดยมุ่งออกแบบการให้บริการในเชิงลึก เพื่อตอบสนองความต้องการจำเพาะในการใช้งานของลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน


ด้วยการพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร ภายใต้กลุ่มธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจประกอบไปด้วย 1.Enterprise Solution 2. Hybrid Infrastructure Services 3. Transformation ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีโอกาสเติบโตสอดคล้องไปกับเทรนด์เทคโนโลยีในอนาคต


“เอ็ม เอฟ อี ซี” จดทะเบียนและก่อตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการพัฒนาและวางระบบการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในองค์กร (Intranet) ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ซึ่งเป็นการพัฒนาและนำระบบ Intranet มาใช้ภายในองค์กรขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย


ในช่วงระยะเวลาต่อมา MFEC บริษัทได้จัดตั้งหน่วยงานบริการให้คำปรึกษาและพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อขยายธุรกิจการบริการให้คำปรึกษาและพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Professional Services) และได้เริ่มให้บริการธุรกิจ


โดยเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 46 MFEC ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ให้แก่ประชาชนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์วันแรก เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 46 เพื่อรองรับการขยายงาน และจำนวนพนักงานที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดและรวดเร็วขึ้น


ขณะเดียวกันในปี 2560 ทาง MFEC ได้กำหนดกลยุทธ์การบริหารธุรกิจใหม่และดำเนินการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นฟูและเติบโตทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ


รวมถึงสอดรับต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะ Disruptive Technology ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับเทคโนโลยีที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงแนวทางในการบริหารธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเอง MFEC จึงปรับตัวด้วยการขยาย Business Model ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งทำให้มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15% มาจนถึงปัจจุบันนี้


ทั้งนี้ เมื่อปี 62 แม้จะเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจทั่วโลก แต่ MFEC ยืนหยัดต่อสู้กับสภาวะวิกฤตครั้งนี้ จากการมองเห็นภาพการณ์ไกลของผู้บริหาร ที่ได้มีการวางแผนรับมือกับสภาวะวิกฤตมาตั้งแต่เนิ่น ทำให้เมื่อเกิดสภาวะวิกฤตที่อยู่ในระดับรุนแรง จึงสามารถรับมือและปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้


ด้วยสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญของการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้ MFEC ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจต่างๆ ให้ดำเนินต่อไป


ดังนั้นเองจึงส่งผลให้แนวทางการดำเนินงานของ MFEC ยังคงมุ่งเน้นพัฒนาบริการและสินค้าเพื่อต่อยอดเทคโนโลยีที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เสริมประโยชน์กันและกันของสินค้าและบริการ ทำให้ MFEC เห็นแนวทางความต้องการของตลาด การแข่งขัน และโอกาสทางธุรกิจที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจของลูกค้าแม้ในสภาวะวิกฤต


โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเสมือนเป็นตัวช่วยสะท้อนผลประกอบการของ MFEC ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องมาตลอด เห็นได้จากในส่วนของรายได้ตั้งแต่ปี 62-65 ที่ทำได้ 3,729 ล้านบาท  4,730 ล้านบาท  5,185 ล้านบาท และ 5,453 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 66 มีรายได้แล้ว จำนวน 2,990 ล้านบาท


ทั้งนี้รายได้ของ MFEC ในช่วงไตรมาส 2/66 เพิ่มขึ้นจำนวน 160 ล้านบาท คิดเป็น 12.1%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากการรับรู้รายได้จากการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากช่วงสิ้นปี 65 โดยเฉพาะการเติบโตของรายได้จากการบำรุงรักษาระบบงาน (System Maintenance Service) จากโครงการขนาดใหญ่หลายแห่ง


ปัจจุบัน ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/66 MFEC มีโครงการระหว่างดำเนินงานซึ่งยังไม่ได้ส่งมอบให้ลูกค้า (backlog) ที่สามารถรับรู้รายได้จากการดำเนินโครงการต่อเนื่องตลอดอายุของโครงการได้ในระยะยาวสูงสุดถึง 5 ปี เป็นจำนวนรวม 7,429 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของงานที่สามารถรับรู้รายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) สูงถึง 58% ของมูลค่า Backlog ทั้งหมด


สำหรับแผนการเติบโต MFEC มีเป้าหมายที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ธุรกิจมีเสถียรภาพในการเติบโต โดยตั้งเป้าหมายว่ายอดขายจะต้องเติบโตต่อเนื่องในทุกๆ ปี ปีละประมาณ 15%


ทั้งนี้ภายใต้ความท้าทายด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในทุกๆ 5 ปี MFEC จะมีการทรานฟอร์มตัวเองอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต


โดย MFEC จะใช้ 3 กลยุทธ์ที่สำคัญในการที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตได้อย่างมีความเสถียร ได้แก่ 1.บริษัทจะต้องมองเทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


2.บุคลากรจะต้องมีความรู้ความสามารถและที่สำคัญจะต้องเชี่ยวชาญในด้านของการเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อนำไปให้บริการกับลูกค้า และพาร์ทเนอร์ 3.ต้องมีความได้เปรียบในด้านของเครดิตการทำงานในระดับสูง จึงจะเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ผลิตเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตยั่งยืนต่อไปได้


Most Viewed
Stock of the Day
EGCO อัดงบ 3 หมื่นล้าน ลุยแผน “POWER4” ครึ่งปีหลัง เร่งขยายพอร์ตไฟฟ้า-พลังงานหมุนเวียน จ่อชิงเค้ก PDP 2026 รุก PPA-Data Center
Updated 1 day ago
Where to put your money
“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน... แต่เป็น “โอกาส” ในการปรับพอร์ตให้ดีขึ้น !!!
Updated 19 hours ago
Banking
Krungsri Finnovate ชวนเปิดมุมมอง “Health is the New Wealth” ใน Future Wellness Economy Forum 2026 สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน
Updated 1 day ago
Stock of the Day
REIC มองอสังหาฯ H2 โต คาดทั้งปีแตะ 8.8 แสนลบ. รับตลาดบ้านมือสอง-กำลังซื้อต่างชาติหนุน ดึง AI ยกระดับข้อมูล ยันไร้สัญญาณฟองสบู่
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“กบข.” แนะสมาชิก “ออมเร็ว-ออมเพิ่ม-ออมอย่างเหมาะสม-ออมอย่างต่อเนื่อง”... สู่เป้าหมาย “เกษียณมั่นคง” !!!
Updated 12 hours ago
Follow Us