OR ราคาดิ่งเหว! จนต่ำกว่า IPO หรือเป็นโอกาสเข้าสะสม?
รู้หรือไม่? นับตั้งแต่บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากสำรวจราคาหุ้น ณ วันแรกที่เข้าซื้อขาย เปิดเทรดวันแรกที่ระดับราคา 26.50 บาท เพิ่มขึ้น 47.22% จากราคาไอพีโอที่ 18 บาท
ทั้งนี้ราคาหุ้น OR ปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2564 ที่ระดับ 36.50 บาท แต่หลังจากนั้นได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเข้าใกล้ระดับไอพีโอไปเสียแล้ว โดยล่าสุดวันที่ 3 ต.ค. 66 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ IPO แล้ว โดยทำจุดต่ำสุดของภาคเช้าที่ 17.90 บาท เท่ากับว่าราคาหุ้นลดลงสูงถึง 50% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดดังกล่าว
สำหรับ OR เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ขาย” ราคาเป้าหมายเพียง 17.50 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าไอพีโออีกด้วย โดยให้ความเห็นว่า การซื้อขายของ OR ที่ P/E ปี 67 ที่ 22.6 เท่า นั้นแพง เมื่อเทียบกับการเติบโตของกําไรเพียง 1% ในปี 67-68
โดยถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการสถานีบริการไทยรายอื่นที่ 13 เท่า นอกจากนี้ยังไม่เชื่อว่า OR ควรจะถูกให้มูลค่าที่สูงในฐานะเป็นบริษัทค้าปลีก เนื่องจากธุรกิจ non-oil ของบริษัทมีสัดส่วน 29% ของ EBITDA ในไตรมาส 2/66
แต่ในมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่าราคาหุ้น OR 3 เดือนที่ผ่านมาลดลงว่า 9% เชื่อว่าราคาหุ้น OR ที่ 18.4 บาทสะท้อนค่าการตลาดที่ลดลง 15% ที่ 1.6 บาทต่อลิตรแล้ว จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” คงราคาเป้าหมายที่ 29.50 บาท บาทจาก 2 ส่วนคือ 1. จากมูลค่าธุรกิจปัจจุบัน 18.00 บาท (PER 20 เท่า) 2.มูลค่าปัจจุบันของเงิน IPO ที่ไปลงทุนในอนาคตด้วยอัตราคิดลด 11.50 บาท
ทั้งนี้มองว่า ตลาดกังวลแทรกแซงค่าการตลาด โดยราคาหุ้น OR 3 เดือนที่ผ่านมาลดลงกว่า 9% หลังจากการก้าวขึ้นของท่านนายก เศรษฐา ทวีสิน ที่ตามมาด้วยนโยบายเร่งด่วนในการลดราคาน้ำมันลง โดยน้ำมันดีเซลราคาต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร ถึงแม้ว่าจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 2.50 บาทต่อลิตร ซึ่งจะมีผลยาวไปจนถึงสิ้นปี 2566
แต่ตลาดก็ยังคงเป็นกังวลว่าถ้าราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นไปสูงมากกว่านี้ การลดภาษีสรรพสามิตจะไม่เพียงพอที่จะตรึงราคาน้ำมันขายปลีกไว้ได้ จนส่งผลให้รัฐบาลอาจจะต้องเข้าไปแทรกแซง “ค่าการตลาด” ในที่สุด
อย่างไรก็ตามในโครงสร้างราคาน้ำมันปัจจุบัน จากกระทรวงพลังงานนั้น กองทุนน้ำมันได้มีการอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่กว่า 7 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันดีเซล หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ที่กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุน
ในขณะที่ภาษีสรรพสามิตลดลงเหลือ 3.7 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เก็บอยู่ 6 บาทต่อลิตร และสถานะกองน้ำมันปัจจุบัน ณ 24 ก.ย. 66 ยังติดลบสุทธิที่ -6.4 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ประเมินว่ากองทุนน้ำมันจะแบกภาระได้ 6-7 เดือน ซึ่งจะทำให้สถานะกองทุนน้ำมันกลับไปติดลบที่ราว -1.2 แสนล้านบาท เท่ากับช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมา
ขณะที่โดยปกติค่าการตลาดในกลุ่มสถานีบริการน้ำมันจะอยู่ราว 1.8-2.0 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับการบริหารน้ำมันคงคลัง สำหรับราคาหุ้น OR ที่ 18.4 บาทนั้นประเมินว่าสะท้อนค่าการตลาดที่ 1.6 บาท หรือ ลดลง 15% จาก 1.9 บาทแล้ว
โดยถ้าประเมินมูลค่า Non-Oil ที่ P/E 30 เท่า (ค่าเฉลี่ยกลุ่มอุตสาหกรรม Commerce ) จะอยู่ที่ประมาณ 9 บาท และ 1 บาท จากธุรกิจอื่นๆ (Global business PE 10 เท่า) คงเหลือมูลค่าในธุรกิจน้ำมันประมาณ 9 บาท หรือคิดเป็น implied EPS ที่ 0.6 บาท บน PE 15 เท่า ในธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน
และเมื่อคิดกลับบนปริมาณขายน้ำมันราว 2.7 หมื่นล้านลิตรต่อปี จะ Implied ค่าการตลาดประมาณ 0.8 บาทต่อลิตรสำหรับ OR (ต้องมีหักส่วนแบ่งให้ Dealer ประมาณ 50%) หรือค่าการตลาดที่ 1.6 บาทต่อลิตร
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 3/66 ปริมาณขายน้ำมันคาดว่าจะอ่อนตัวตามผลของฤดูกาลที่เป็นช่วงหน้าฝน และไตรมาส 4/66 น่าจะเห็นการฟื้นตัวของการใช้น้ำมันในช่วงฤดูท่องเที่ยว ประกอบกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนการบริโภคน้ำมัน
ขณะที่มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับราคาเป้าหมายเหลือ 25.50 บาท ลดลงจากเดิมที่ 30 บาท สะท้อนถึงการปรับลดประมาณการกำไรลง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ ซื้อ OR เนื่องจาก คาดว่าผลประกอบการจะดีขึ้นในไตรมาส 3/66
อีกทั้งปริมาณยอดขายน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์กลุ่มท่องเที่ยวของ KGI คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 28.5 ล้านคนในปี 2566 และ 35 ล้านคนในปี 2567 จาก 11.2 ล้านคนในปีที่ผ่านมา
โดยปรับลดประมาณการกำไรปี 2566 ลง 19% เหลือ 1.17 หมื่นล้านบาท แต่ยังเติบโต 12% จากปีก่อน และปี 2567 ลงเหลือ 1.27 หมื่นล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่าย SG&A สูงขึ้น, ปริมาณยอดขายน้ำมันลดลง และอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันลดลง
นอกจากนี้ เรายังปรับลดสมมติฐานปริมาณยอดขายรวมปี 2566-2567 ลงอีก 3% เหลือ 28,243 ล้านลิตร และ 29,792 ล้านลิตร ตามลำดับ ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากอุปสงค์น้ำมันเครื่องบินที่โตต่ำกว่าคาดไว้ ในขณะที่นักวิเคราะห์กลุ่มท่องเที่ยวของ KGI ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2567 จากเดิม 38 ล้านคน เหลือ 35 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ปรับเพิ่มสมมติฐานค่า การตลาดน้ำมันของ OR ขึ้นอีก 5% เป็น 1.00 บาท/ลิตร ในปี 2566-2567 เนื่องจากบริษัทบริหารจัดการค่าการตลาดน้ำมันได้ดี ท่ามกลางความท้าทายและความไม่แน่นอนของนโยบายพลังงานประเทศไทย หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จในช่วงต้นเดือนกันยายน

