Official Update :

ส่องอัพไซด์ 6 หุ้นแข็งแกร่ง ตั้งแต่ต้นปีผลตอบแทนยังเอาชนะตลาด!

ตามที่นักลงทุนหลายคนได้ติดตามข่าวสารและดูความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย จะทราบดีว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2566) ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1,447 จุด หรือลดลงกว่า 221 จุด คิดเป็น 13.27% ซึ่งราคาหุ้นของหลายบริษัทก็ปรับตัวตามทิศทางของตลาด


แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีราคาหุ้นของบางบริษัทที่สามารถสวนทางหรือในความหมายก็คือสามารถเอาชนะตลาดได้ในช่วงขาลง ในวันนี้ทาง Wealthy Thai ได้ทำการรวบรวมข้อมูลหุ้น 6 อันดับที่ปรับตัวขึ้นได้สูงกว่าตลาดและกลุ่ม ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมานำเสนอให้แก่ผู้อ่าน พร้อมกับอัพไซด์ราคาหุ้นและมุมมองจากนักวิเคราะห์


โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 26.98% จนอยู่ที่ระดับราคา 40 บาท และหากอ้างอิงตามความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์บนสมมุติฐานราคาเป้าหมายที่ 48 บาท ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์อีกราว 20%


สำหรับบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 48 บาท เนื่องจากกลุ่มโรงกลั่นที่ได้ผลบวกจาก GRM ที่ดีขึ้นจากอุปทานตลาดโลกที่ตึงตัวและการรวม ESSO เข้ามา ส่วน OKEA ได้ผลบวกจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นและกำลังการผลิตเพิ่มหลังมีการลงทุนซื้อแหล่งใหม่เข้ามาเพิ่ม


ส่วนกำไรปี 2566 คาดการณ์จะอยู่ที่ 8.78 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 29.4% ตามการหดตัวของผลการดำเนินงาน 3 ธุรกิจหลัก โดยกลุ่มโรงกลั่น GRM คาดจะลดลง 9.8 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนกลุ่มผลิตไฟฟ้า (BCPG) จาก Adder ที่ทยอยสิ้นสุดลง ทำให้การดำเนินงานลดลง เช่นเดียวกับ OKEA ที่ได้รับผลกระทบจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันที่ลดลง


ต่อมาเป็น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ
BH ที่ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันราคาหุ้นได้มีความเคลื่อนไหวในเชิงบวกโดยปรับตัวขึ้นมากว่า 25% ส่งผลให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับราคา 265 บาท และหากคำนวณจากสมมุติราคาเป้าหมายจากนักวิเคราะห์ที่ 282 บาท ราคาหุ้นจึงยังมีอัพไซด์อีก 6%


โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ ซื้อราคาเป้าหมายที่ 282 บาท รับการเติบโตของกำไรในไตรมาส 3/66 ที่จะเติบโตก้าวกระโดด 40% จากช่วงเดียวกัน และ 25% จากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนจากผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาโรคซับซ้อน, การเพิ่มจํานวนเตียงเป็น 497 เตียง, อัตราการครองเตียงคงที่ 80% และการปรับราคาขึ้น 6.6% ทำให้คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 6.71 พันล้านบาท เติบโต 35% จากปีก่อนหน้า


ถัดมา บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ซึ่งความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้มีการปรับตัวขึ้นมากว่า 16.90% มาอยู่ที่ระดับราคา 24.90 บาท โดยหากคำนวณบนสมมุติฐานจากนักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเป้าหมาย 30 บาท ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์อีก 20%


สำหรับบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ ซื้อราคาเป้าหมายที่ 30 บาท จากยอดขายที่ดินในช่วงครึ่งปีหลังปี 66 ที่เติบโตก้าวกระโดดและต่อเนื่องในปี 2567 รวมทั้งยังมีอัพไซด์จากการเริ่มขายนิคมในลาวและโรงงานสำเร็จรูปในเวียดนามที่เหลืออีก 2 โรง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2567 และภาครัฐเริ่มกลับมาอนุมัติมาตรการส่งเสริมการลงทุนมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2566 โดยเฉพาะ EV package 3.5 ที่จะช่วยหนุนการลงทุนของผู้ผลิตรถ EV


พร้อมกันนี้ คาดการณ์กำไรปี 2566 ไว้ที่ 2 พันล้านบาท เติบโต 118% จากปีก่อนหน้า จากยอดโอนที่ดินที่เพิ่มขึ้นเป็น 836 ไร่ ยอดขายที่ดินที่เพิ่มขึ้นสูงเป็น 1.6 พันไร่ หนุนโดย China relocation เข้าไทยต่อเนื่อง, การเมืองที่มีเสถียรภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย  นอกจากนี้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการไฟฟ้าจะปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณการขายไฟและค่า Ft


ต่อมา บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนั้น ได้มีการปรับตัวขึ้นที่ 16.42% และราคาหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 15.60 บาท ซึ่งหากอ้างอิงราคาเป้าหมายจากนักวิเคราะห์ที่ 20.50 บาท ทำให้ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์อีก 31%


โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 20.50 บาท ด้วยผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและระยะสั้นคาดผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/66 ยังแข็งแกร่ง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการเดินทางท่องเที่ยวเกาะสมุย


พร้อมกันนี้ ผลประกอบการยังมีอัพไซด์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี Tax  loss  carry  forward ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งประเมินว่าบริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนที่ถืออยู่ที่สามารถขายเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อีก รวมไปถึงการปรับขึ้นค่า PSC โดยในเบื้องต้นปี 2566 คาดการณ์ว่าทั้งปีจะพลิกมีกำไรอยู่ที่ 2.33 พันล้านบาท


ถัดมาที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ที่ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันความเคลื่อนไหวของราคาปรับตัวขึ้นมา 15.90% จนราคาหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 226 บาท โดยหากคำนวณจากความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 264 บาท ทำให้ยังมีอัพไซด์อีกราว 16%


สำหรับบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 264 บาท เนื่องจากเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากการเพิ่มศักยภาพแข่งขันทั้งจากการครองคลื่น 700 เพิ่มและการซื้อ 3BB ที่จะเพิ่มอัพไซด์ให้ราคาหุ้นราว 2.7 บาท ขณะเดียวกันยังมี New S-curve เช่น ธุรกิจ Data center หรือธุรกิจใหม่อย่างการพิจารณาร่วมทุนสมัครทำ Virtual bank ผสาน และการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 3-4% ต่อปี


ขณะที่คาดการณ์กำไรปี 2566 จะอยู่ที่ 2.80 หมื่นล้านบาท เติบโต 8% จากปีก่อนหน้า โดยแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังปี 66 จะโตเด่นกว่าครึ่งปีแรกปี 66 จากแรงกดดันด้านต้นทุนค่าไฟกับค่าเสื่อมที่ลดลง และไตรมาส 4/66 จะเริ่มเข้าไฮซีซั่นกับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผู้บริโภคของภาครัฐที่คาดจะมีมากขึ้น


สุดท้าย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีการปรับตัวขึ้นมากว่า 12.50% และราคาหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 166.50 บาท สำหรับอัพไซด์ของราคาหุ้นอยู่ที่ 21% อ้างอิงจากสมมุติฐานของนักวิเคราะห์บนราคาเป้าหมายที่ 203 บาท


โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อราคาเป้าหมายที่ 203 บาท เนื่องจาก BBL ยังเลือกเป็นหุ้นเด่นสำหรับกลุ่มธนาคาร ด้วยงบดุลที่ยังแข็งแกร่ง, แนวโน้มกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างมั่นคง, อัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) สูงขึ้นจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และมูลค่าหุ้นที่ไม่แพง


สำหรับกำไรในปี 2566 คาดการณ์จะอยู่ที่ 4.07 หมื่นล้านบาท เติบโต 39% จากปีก่อนหน้า รับแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ย (NII) ที่ปรับตัวขึ้น ตาม NIM ที่ขยายตัว ผลจากการขึ้นดอกเบี้ยดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) และลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) พร้อมกันนี้ยังได้ปัจจัยจากการตั้งสำรองหนี้ที่ลดลง


กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม