หุ้นปั๊มน้ำมันเจอ “มรสุม” ยังไม่จบ เมื่อรัฐบาลเตรียมคุม ค่าการตลาด
ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด! กับหุ้นกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน หลังรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน มีแผนแก้ไขกฎหมายให้อำนาจกระทรวงพลังงานควบคุมค่าการตลาดน้ำมันทุกประเภท ให้เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มค้าปลีกน้ำมันมีประเด็นลบจากรัฐเตรียมแก้กฏหมายควบคุมค่าการตลาด โดยวานนี้ รมว.พลังงานร่วมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแก้ไขกฎหมายใหม่ให้ อำนาจกระทรวงพลังงานควบคุมค่าการตลาดน้ำมันทุกประเภท
โดยฝ่ายวิจัยมีมุมมองลบต่อข่าวดังกล่าว เพราะการออกกฎหมายจะต้องปฎิบัติตาม ต่างจากอดีตที่ขอความร่วมมือเท่านั้น ทั้งนี้ทุกๆ 20 สตางค์ของค่าการตลาดที่ลดลง จะกระทบคาดการณ์กำไร BCP ประมาณ 9.7% ส่วน OR คาด 7.4% และ PTG คาดที่ระดับ 18%
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าประเด็นดังกล่าวเป็นลบต่อหุ้นกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาค่าการตลาดน้ำมันเบนซินที่สูง เป็นปัจจัยที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากค่าการตลาดน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับต่ำ (ผลจากการควบคุมราคาขายน้ำมันดีเซล)
ดังนั้นการออกกฎหมายควบคุมค่าการตลาดน้ำมันเบนซินจะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจสถานีบริการน้ำมันลดลง เบื้องต้นคาดประเด็นดังกล่าว จะเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน (PTG, OR) ในระยะสั้น-กลาง (รอความชัดเจนของกฎหมายและการบังคับใช้) หากยังไม่มีสถานะ มองว่ายังไม่ต้องรีบเข้าลงทุน
อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai ได้สำรวจบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน พบว่า BCP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด มีมุมมองว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 48 บาท จากการมีของดีๆ รวมกัน ประกอบด้วย กลุ่มโรงกลั่นที่ได้ผลบวกจาก GRM ที่ดีขึ้นจากอุปทานตลาดโลกที่ตึงตัว และการรวม ESSO เข้ามา
ส่วน OKEA ได้ผลบวกจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น และกำลังการผลิตเพิ่มหลังมีการลงทุนซื้อแหล่งใหม่เข้ามาเพิ่ม และโรงไฟฟ้าจากการขยายการลงทุนไปสหรัฐ และการขายไฟจาก สปป. ลาวไปเวียดนาม จะรองรับการเติบโตในอนาคต
ขณะที่ การเข้าซื้อ ESSO จะทำให้บริษัทมีกำลังการกลั่นสูงสุดในไทย และคาดจะมี synergy ร่วมกันทั้งการซื้อน้ำมันดิบ, Product yield ที่ได้ โดยการซื้อครั้งนี้มีส่วนเพิ่มต่อประมาณการราว 5 บาทต่อหุ้น
อย่างไรก็ตามคาดกำไรปี 66 จะเหลือเพียง 8,788 ล้านบาท ลดลง 29.4% จากปีก่อน โดยหดตัวจาก 3 ธุรกิจหลักที่มีผลต่อการดำเนินงานกำไรหดตัวลงจากปีก่อน ซึ่งกลุ่มโรงกลั่น GRM คาดลดลงเหลือ 9.8 เหรียญต่อบาร์เรล
ส่วนกลุ่มผลิตไฟฟ้า (BCPG) แม้จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในสหรัฐเข้ามา แต่จาก Adder ที่ทยอยสิ้นสุดลงคาดทำให้การดำเนินงานลดลง เช่นเดียวกับ OKEA ที่ได้รับผลกระทบจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันลดลงจากปีก่อน ส่วนกลุ่มการตลาดคาดการดำเนินงานลดลงเช่นกันจากค่าการตลาดที่ลดลง
ถัดมา OR นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คงคําแนะนํา “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายที่ 29.50 บาท จาก 2 ส่วนคือ จากมูลค่าธุรกิจปัจจุบัน 18 บาท (PER 20 เท่า) บวกด้วยมูลค่าปัจจุบันของเงิน IPO ที่ไปลงทุนในอนาคตด้วยอัตราคิดลด 11.50 บาท แต่ระยะสั้นราคาหุ้นอาจจะยัง Underperform จากแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3/66 ที่มีแนวโน้มลดลงตามผลของฤดูกาล
ทั้งนี้ประเมินว่า แนวโน้มไตรมาส 3/66 ปริมาณขายน้ำมันคาดว่าจะอ่อนตัวตามผลของฤดุกาลที่เป็นช่วงหน้าฝน และไตรมาส 4/66 น่าจะเห็นการฟื้นตัวของการใช้น้ำมันในช่วงฤดูท่องเที่ยว ประกอบกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนการบริโภคน้ำมัน ดังนั้นประเมินว่าภาพรวมทั้งปี 66 จะมีกำไรสุทธิ 10,928 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน
ปิดท้ายที่ PTG นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 13.20 บาท เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 3/66 ที่ระดับ 250-300 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน แม้ปริมาณขายน้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล
โดยหลังได้แรงหนุนจากค่าการตลาดน้ำมันรวมที่มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับ 1.70 บาท/ลิตร (แบบบวกลบ) และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจปาล์ม (PPPGC) ที่คาดผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/65 หลังปริมาณความต้องการใช้ไบโอดีเซลฟื้นตัวตามปริมาณการเดินทางในประเทศ
ขณะที่หากมองไปไตรมาส 4/66 คาดกำไรปกติฟื้นตัวเด่นทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า และเป็นจุดสูงสุดของปีจาก 1. แนวโน้มค่าการตลาดน้ำมันที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง 2.คาดปริมาณขายทำระดับสูงสุดใหม่รายไตรมาสที่ระดับ 1,600 ล้านลิตร (แบบบวกลบ) (ผลจากการเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวและช่วง High Season ของการท่องเที่ยวในประเทศ) และ 3.การขยายสาขาธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยเป็น 1,200 สาขาภายในปี 2566 (มี 703 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2/66) คงกำไรปกติปี 66 ที่ 1,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน

