คัดมาให้แล้ว 4 หุ้นโรงพยาบาล พื้นฐานดี แหล่งหลบภัยช่วง SET ย่อตัว
ในช่วงที่ตลาดหุ้นยังผันผวนและถูกกดดันจากปัจจับลบทั้งภายในและภายนอกประเทศ นักลงทุนอาจกำลังมองหาหุ้นที่พื้นฐานดี และแนวโน้มกำลังยังเติบโตได้ เพื่อเป็นแหล่งหลบภัยช่วง SET ย่อตัวได้ วันนี้ Wealthy Thai จึงมีอีกกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ เหมาะเป็นแหล่งหลบภัยมาฝาก นั่นคือ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล เพราะคาดว่ากำไรจะเติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงยังได้รับประโยชน์จากนโยบายลดค่าไฟ และจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในฤดูฝน
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กลุ่มโรงพยาบาลถือเป็น 1 ในกลุ่มที่ถูกปรับกําไรขึ้นสวนทางกับภาพรวมกําไร SET ที่ถูกปรับลดลง ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองว่าได้รับผลกระทบจํากัดจากความกังวลต่างๆ ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและดอกเบี้ยสูงนาน ในทางกลับกันยังได้ผลประโยชน์จากนโยบายลดค่าไฟรวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในฤดูฝน
ดังนั้นจึงแนะนํา “ซื้อ” หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (Medical Tourist) อย่าง BH และ BDMS ที่มีกําไรแข็งแกร่งต่อเนื่อง ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น ล่าสุดเริ่มเห็น Flow ต่างชาติเข้ามาเก็บสะสมทั้ง BDMS และ BH, 2. กลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลางอย่าง BCH และ CHG โดยมองราคาสะท้อนการปรับฐานรายได้บริการโควิดมามากแล้ว ขณะที่ครึ่งหลังของปี 2566 คาดกําไรฟื้นตัวจากผู้ป่วยเงินสดโรคทั่วไปและรายได้ประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานของ BH นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า คาดไตรมาส 3/66 บริษัทจะมีกำไรจากธุรกิจหลักที่ 2.1 พันล้านบาท เติบโตก้าว 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 25% จากไตรมาสก่อนหน้า สนับสนุนจากผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาโรคซับซ้อน (อัตรากําไรขั้นต้นสูง) การเพิ่มจํานวนเตียงเป็น 497 เตียง (+5.5%) และอัตราการครองเตียงคงที่ 80% รวมถึงการปรับราคาขึ้น 6.6% ตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ คาด 9 เดือนแรกของปี 2566 กำไรธุรกิจหลักจะอยู่ที่ 5.4 พันล้านบาท เติบโตก้าวกระโดด 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 80% ของประมาณการกำไรปี 2566 ของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 6.7 พันล้านบาท โต 37% จากปีก่อน โดยอาจมีอัพไซด์จากประมาณเล็กน้อย จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 282 บาท
ส่วน BDMS นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า คาดไตรมาส 3/66 บริษัทจะมีกำไรจากธุรกิจหลักที่ 3.7 พันล้านบาท เติบโต 19% จากไตรมาสก่อนหน้า สนับสนุนจากการระบาดของโรคตามฤดูกาล (ไข้หวัด, ไข้เลือดออก, RSV และโรคมือเท้าปาก) ที่เพิ่มขึ้น และจํานวนผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางมามากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มอัตราการครองเตียงมากกว่า 70%
นอกจากนี้กําไรในไตรมาส 4/66 คาดว่าจะดียิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นฤดูกาลสูงสุดของผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งมารักษาโรคซับซ้อน (อัตรากําไรขั้นต้นสูง) โดยประเมินกำไรปี 2566 ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 14% จากปีก่อน ดังนั้นการลดลงของราคาหุ้น 8% ตั้งแต่ต้นปีจึงไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน จึงคงคําแนะนํา ซื้อ ราคาเป้าหมาย 37 บาท
ด้าน BCH นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ทิศทางครึ่งหลังปี 2566 มีหลายปัจจัยบวกหนุนการเติบโตทั้งกลุ่มเงินสดและประกันสังคม และมีความเสี่ยงน้อยต่อการถูกปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ โดยแนวโน้มไตรมาส 3/66 เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิราว 450 ล้านบาท ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3/65 และเติบโต 58% จากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยบวกมาจากรายได้ที่คาดกลับมาเติบโต ตามการใช้บริการเพิ่มขึ้นและมีผลของIntensity ค่ารักษาโรคซับซ้อนสูงขึ้น รวมทั้งคาดว่ามี Gross margin ที่ 31% ดีขึ้นจากไตรมาส 2/66
ประเมินกำไรปี 2566 ที่ 1.7 พันล้านบาท ลดลง 54% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์เลือก BCH เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ เนื่องจากคาดว่ากำไรสุทธิครึ่งหลังปี 2566 จะกลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่ในปี 2567 ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23 บาท
ขณะที่ CHG นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า คาดกำไรปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยบริษัทมีมุมมองบวกต่อทิศทางครึ่งหลังปี 2566 คาดจะเติบโตได้ทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสครึ่งปีแรก จากปัจจัยบวกฤดูกาลทำให้การใช้บริการเพิ่มขึ้น การเติบโตของกลุ่มประกันสังคมรวมทั้งการเปิดโรงพยาบาลใหม่ รวมถึงศูนย์การแพทย์จะมีรายได้เข้ามาเต็มในช่วงครึ่งปีหลัง
โดยแนวโน้มไตรมาส 3/66 คาดมีกำไรสุทธิราว 320 ล้านบาท โต 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 55% จากไตรมาสก่อนหน้า เติบโตตามทิศทางรายได้ที่มีปัจจัยบวกจากไฮซีซั่นของการใช้บริการ และมีผลบวกจากการปรับขึ้นค่ารักษาเหมาจ่ายประกันสังคมเต็มไตรมาส รวมทั้งคาดว่า Gross margin จะดีขึ้นจากไตรมาส 2/66 เป็น 25.8% ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า CHG น่าสนใจ ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขาย P/E ปี 2567 ที่ 23.9 เท่า ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 4 บาท

