MCA เคาะราคาไอพีโอ 3.30 บาท เปิดให้จองซื้อ 16-18 ต.ค. นี้ จ่อเข้าเทรด mai ต้นเดือน พ.ย.66
MCA เคาะราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 3.30 บาท เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 16-18 ต.ค. นี้ คาดเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ต้นเดือนพ.ย. 66 พร้อมนำเงินระดมทุนขยายธุรกิจ Distributor หนุนโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต
นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า บริษัท มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ MCA ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ในราคาหุ้นละ 3.30 บาท โดยจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 16-18 ต.ค. นี้ และคาดว่าหุ้น MCA จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ต้นเดือนพ.ย. 66
ทั้งนี้บริษัทได้แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 4 ราย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)
สำหรับราคาหุ้น IPO ที่ 3.30 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสม เนื่องจาก MCA มี Business Model ที่โดดเด่นในการเป็นผู้นำธุรกิจด้านแผนกลยุทธ์ทางการตลาด และการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดแบบ One-stop service marketing ที่ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมการตลาดที่หลากหลายรูปแบบ ให้กลุ่มลูกค้าครบทุกมิติ รายแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“ในฐานะ FA มองว่า MCA เป็นหุ้นเทิร์นอะราวด์น่าลงทุน เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ให้บริการทางกลยุทธ์และการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสนับสนุนการขายที่ครบวงจร ดังนั้นเชื่อว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดี“
ด้านนายภักดี เหล่างาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MCA กล่าวว่า เม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ จำนวน 198 ล้านบาท (สุทธิ 184 ล้านบาท) บริษัทจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และรองรับการลงทุนในสินทรัพย์
พร้อมทั้งนำไปขยายธุรกิจสู่การดำเนินธุรกิจใหม่ในการเข้าไปเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า (Distributor) เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสในการขยายเข้าไปสู่การดำเนินธุรกิจ Distributor เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการในธุรกิจดังกล่าวน้อยราย ดังนั้นมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต
ทั้งนี้ด้วยแผนกลยุทธ์ที่มุ่งสู่ธุรกิจ Distributor ส่งผลให้ในไตรมาส 3/66 บริษัทได้รับโอกาสจากลูกค้ากลุ่มธุรกิจของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์จำนวน 2 ราย ซึ่งทั้งคู่เป็นลูกค้าปัจจุบันของบริษัทในการเริ่มดำเนินธุรกิจ Distributor รูปแบบ Principal ในโครงการนำร่อง (Pilot Project) จำนวน 2 โครงการ โดยบริษัทคาดหวังอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Distributor อยู่ที่ 5-15%
