NAM เคาะราคาหุ้นไอพีโอ 7.70 บาท เปิดจองซื้อ 19-20 และ 24 ต.ค. 66 ลุยเข้าเทรด SET เดือนต.ค. นี้
NAM เคาะราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 7.70 บาท เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 19-20 และ 24 ต.ค. 66 คาดเข้าเทรด SET ภายในเดือนต.ค. นี้ นำเงินระดมทุนขยายโรงงานใหม่-พัฒนาศูนย์วิจัย-ลงทุนในบริษัทอื่น พร้อมตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% ทุกปี
นางสาววีณา เลิศนิมิตร Executive Chairwoman บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บริษัท นำวิวัฒน์ เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NAM ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 7.70 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เท่ากับ 24.81 เท่า หากพิจารณาผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ถือเป็นราคาที่เหมาะสม สะท้อนพื้นฐานและศักยภาพการเติบโต
โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 19-20 และ 24 ต.ค. 2566 กำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 หุ้น ทวีคูณ 100 หุ้น และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือนต.ค. นี้
ขณะเดียวกันบริษัทได้แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 4 ราย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด, และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ด้านวิโรจน์ ชัยเทอดเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นำวิวัฒน์ เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้เพื่อใช้ใน 1. โครงการลงทุนสร้างโรงงานใหม่, 2.โครงการลงทุนพัฒนาศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์, 3. โครงการลงทุนหรือร่วมลงทุนในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์ หรือมีนวัตกรรมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัท และ 4. เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
สำหรับทิศทางผลประกอบการ บริษัทคาดรายได้จะเติบโตประมาณ 2 ดิจิตหรือราว 20% ต่อปี ตามการเติบโตของธุรกิจหลัก ขณะเดียวกันภายหลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจะขยายความร่วมมือ และ synergy กับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ รวมถึงการขยายไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่นอกเหนือจากเครื่องแพทย์และอุปกรณ์ท่งการแพทย์ร่วมกับพันธมิตร ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนุนผลประกอบการของให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ บริษัทมีกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตผ่าน 5 แนวทาง ได้แก่ 1. รักษาการเติบโตของกลุ่มสินค้าและบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของกลุ่มโรงพยาบาลรัฐ ควบคู่ไปกับการเพิ่มลูกค้าในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน คลินิก หรือหน่วยงานองค์กรทางสาธารณสุขอื่นๆ
2.เพิ่มสัดส่วนการผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการแพทย์อื่นๆ โดยเน้นการวิจัยพัฒนาและผลิตได้เอง เพื่อเพิ่มความหลากหลายของประเภทสินค้าและลดต้นทุนจากการนำเข้า, 3. ขยายการส่งออกสินค้าและบริการไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในต่างประเทศ, 4. มุ่งเน้นการเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่นอกเหนือจากหน่วยงานหรือองค์กรทางสาธารณสุข เพราะกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นต้องใช้สินค้าเพื่อทำให้ปราศจากเชื้อในการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน
5.ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจ โดยเน้นขยายศักยภาพด้านการผลิตสินค้าทางการแพทย์ที่ทันสมัยและครอบคลุมทุกความต้องการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์กลุ่มงานปราศจากเชื้อระดับแนวหน้าของไทย และต่อยอดสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต
