Official Update :

หุ้น “โรงกลั่น” ไตรมาส 3/66 ผลงานฟื้นตัวเด่น

เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการรอบงบไตรมาส 3/66 กันแล้ว ดังนั้น “โพยหุ้น” ประจำวันจันทร์ โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพามาส่องคาดการณ์กำไรไตรมาส 3/66 ของอุตสาหกรรมยอดนิยมของนักลงทุน อย่าง “กลุ่มโรงกลั่น” ว่าจะมีการเติบโตได้น่าสนใจแค่ไหน? ผ่านการประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) (บล.ธนชาต)


ในการประเมิน “กลุ่มโรงกลั่น” ครั้งนี้ เขาบอกว่า การดำเนินงานของโรงกลั่นไทยในไตรมาส 3/66 จะกลับมามีกำไร 2.66 หมื่นล้านบาท เทียบไตรมาสก่อนที่ขาดขาดทุน 9.7 พันล้านบาท เพราะว่า ได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากสต๊อกจำนวนมาก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น โดยคาดว่าการฟื้นตัวของกำไรในไตรมาส 3/66 ที่แข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้น ชอบ BCP และ ESSO ในกลุ่มโรงกลั่นของเรา


หากสรุปตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/66 ของหุ้นโรงกลั่นภายใต้คาดการณ์ของบล.ธนชาต ได้คำตอบว่า มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยในบทวิเคราะห์ประเมินว่า PTTGC คาดรายงานกำไรสุทธิ 751  ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนที่มีผลขาดทุน


เช่นเดียวกันกับ IRPC ที่ประเมินว่าจะรายงานผลประกอบการพลิกเป็นกำไรสุทธิ 2,637 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนที่มีผลขาดทุน ส่วน TOP ไตรมาสนี้กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่นมาที่ระดับ 10,228 ล้านบาท


ขณะที่ BCP ก็เช่นกัน กำไรสุทธิเติบโตมาที่ 4,082 ล้านบาท ทางด้าน SPRC ผลประกอบคาดพลิกมีกำไรสุทธิ 4,005 ล้านบาท เช่นเดียวกันกับ ESSO ที่ผลประกอบคาดพลิกมีกำไรสุทธิ 4,905 ล้านบาท


ส่วนสาเหตุที่ทำให้กำไรโดยรวมของกลุ่มเติบโตอย่างโดดเด่น นักวิเคราะห์ให้คำตอบว่า มีกำไรจากสต๊อกจำนวนมาก โดยประเมินกำไรจากสต๊อกสำหรับกลุ่มฯ ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/65 ที่มีผลขาดทุนสูงถึง 3.3 หมื่นล้านบาท และไตรมาส 2/66 ที่มีผลขาดทุน 9.4 พันล้านบาท


ดังนั้นจึงน่าจะถูกหักล้างด้วยขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง คาดว่า TOP จะมีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงมากที่สุดที่ 4 พันล้านบาท ในไตรมาสนี้ ตามมาด้วย PTTGC ที่ 2 พันล้านบาท


อีกหนึ่งแรงสนับสนุนผลประกอบการ คือ อัตรากำไรจากการกลั่นเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/66 โดย ingapore GRM (เทียบกับน้ำมันดิบดูไบ) เฉลี่ยอยู่ที่ 10.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดีขึ้นจาก 5.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาสก่อน


โดยได้แรงหนุนจาก crack spreads ที่เพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้แก่ น้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันอากาศยานพรีเมี่ยมน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน


ส่วนต่างราคา Arab Light เทียบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 3.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  เทียบกับ 2.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาสก่อน ดังนั้นจึงคาดว่า market GRM ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 3/66 เทียบกับ 2.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาสก่อนหน้า


สำหรับโรงกลั่นน่าจะมีการดำเนินงานที่ดีขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มการกลั่น คิดว่าบริษัทที่มีโรงกลั่นในสัดส่วนที่สูงน่าจะมีกำไรที่แข็งแกร่งที่สุด สำหรับ BCP นอกจากกำไรจากการกลั่นที่แข็งแกร่งแล้ว กำไรในส่วนอื่นๆ (ค้าปลีกน้ำมัน E&P และไฟฟ้า) น่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง


อีกทั้งไม่คาดว่า BCP จะบันทึกส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากจากการเข้าซื้อกิจการของ ESSO ในไตรมาสนี้ เนื่องจากธุรกรรมการเข้าซื้อหุ้น ESSO ในสัดส่วน 66% จาก ExxonMobil Asia Holding เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 66


นอกจากนี้ ESSO ยังมีการปิดซ่อมบำรุงในช่วงเดือนกันยายน และ BCP จะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวน 1 พันล้านบาท ที่เกี่ยวกับการซื้อกิจการด้วย ในขณะเดียวกัน PTTGC และ IRPC น่าจะเห็นผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงเนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจาก chemical spread ที่อ่อนแอในไตรมาส 3/66


ส่วนการรั่วไหลของน้ำมันของ TOP บริษัทฯ คาดว่าจะบันทึกค่าใช้จ่ายในการรั่วไหลของน้ำมันเล็กน้อยเพียง 100 ล้านบาท สำหรับการทำความสะอาด และเพียง 20-30 ล้านบาท สำหรับค่าชดเชยเท่านั้น


TOP ไม่คาดว่าจะมีการบันทึกเงินจำนวนมากจากการรั่วไหลครั้งนี้ นอกจากนี้ ผลกระทบจากการจัดส่ง ship to ship ยังน้อยเมื่อเทียบกับที่อื่นที่ 0.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจาก TOP ยังคงสามารถใช้ SBM 1 ได้ในขณะที่ใบอนุญาต SBM2 ถูกระงับอยู่ในขณะนี้ TOP กล่าวว่าขณะนี้น้ำมันรั่วไหลทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว


อย่างไรก็ตามในไตรมาส 4/66 ประเมินว่า BCP และ ESSO จะเห็นผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดีกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง BCP น่าจะเริ่มเห็นส่วนแบ่งกำไรจาก ESSO เต็มไตรมาสในไตรมาส 4/66 ในขณะที่ ESSO น่าจะเห็นวอลุ่มฟื้นตัวหลังปิดซ่อมบำรุงในไตรมาส 4/66


โดยสรุปคำแนะนำหุ้นรายตัวพบว่า บล.ธนชาต แนะนำ ซื้อ BCP ราคาเป้าหมาย 45 บาท รวมทั้งแนะนำ ซื้อ ESSO ราคาเป้าหมาย  11.5 บาท แต่แนะนำ ขาย IRPC ราคาเป้าหมาย 1.9 บาท ขณะที่ PTTGC แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 37 บาท พร้อมด้วยแนะนำ ถือ SPRC  ราคาเป้าหมาย 9.8 บาท และแนะนำ ซื้อ TOP ราคาเป้าหมาย 56 บาท


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator