Official Update :

สแกน 5 หุ้นค่า P/BV ต่ำ โบรกฯ แนะนำ “สะสม” เพื่อลงทุนระยะยาว

สำหรับนักลงทุนระยะยาวหรือนักลงทุนสาย VI (Value Investor) ตัวเลขสำคัญทางการเงินที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อเลือกลงทุนในหุ้นหนึ่งตัว นอกเหนือจากค่า P/E ตัวเลขอัตราการเติบโต และอัตราเงินปันผลตอบแทนแล้ว ยังมีค่า P/BV หรือที่เรียกกันเต็มๆ ว่า Price to Book Value Ratio ที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย


โดยค่า P/BV ถือเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้เปรียบเทียบระหว่าง ราคาหุ้น กับ มูลค่าทางบัญชี (ส่วนของเจ้าของ) ซึ่งจะบอกว่านักลงทุนกำลังซื้อหุ้นแพงหรือถูกกว่าเจ้าของ โดย P/BV ค่ามาตราฐานที่เจ้าของลงทุนคือ 1 เท่า ดังนั้นหากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่มีค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าซื้อหุ้นได้ถูกกว่าที่เจ้าของลงทุนนั่นเอง


ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนในหุ้นจะใช้เพียงค่า P/BV อย่างเดียวไม่ได้ แต่ควรดูอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ ประกอบด้วย วันนี้ Wealthy Thai จึงมีตัวอย่าง 5 หุ้นที่ค่า P/BV ต่ำ ที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำให้เข้าสะสมระยะยาวมาฝาก นั่นคือ BBL, BCPG, CPF, PSL และ SPALI


สำหรับ BBL จากการสืบค้นข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ณ วันที่ 31 ต.ค. 2566 ค่า  P/BV อยู่ที่ 0.58 เท่า ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดไตรมาส 4/66 กำไรจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ทั้งนี้จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ตามขนาดสินเชื่อของธนาคารที่เพิ่มขึ้น และการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้โดยที่ยังควบคุมการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเงินฝากได้ดี ทำให้คาดว่า NIM จะทรงตัวในระดับสูง ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าคาดชะลอตัวลงตามค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น


ขณะที่การตั้งสำรองคาดเห็นทิศทาทางชะลอตัวลง หลังตั้งสำรองไว้ล่วงหน้ามากแล้ว และคุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแรง ปัจจุบันมี Coverage Ratio ถึง 283.3% สูงที่สุดในอุตสาหกรรม จึงคาดทั้งปี 2566 BBL จะมีกำไรสุทธิ 41,856 ล้านบาท โต 42.8% จากปีก่อน และโตต่อ 5.8% ในปี 2567 คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 202 บาท


ส่วน BCPG ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ วันที่ 31 ต.ค. 2566 ค่า  P/BV อยู่ที่ 0.86 เท่า โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า คาดกำไรปกติในไตรมาส 4/66 ที่ระดับ 400-450 ล้านบาท กลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส จากการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าตามปัจจัยฤดูกาล


ฝ่ายวิเคราะห์ปรับกำไรปี 2566 ลงเป็น 1,252 ล้านบาท ลดลง 52% จากปีก่อน จากปริมาณน้ำในลาวและส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่น้อยกว่าคาด แต่ปรับกำไรปี 2567 ขึ้นเป็น 2,041 ล้านบาท โต 63% จากการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ หนุนกำไรเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ทุกไตรมาส โดยคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับการลงทุนระยะ 12 เดือนขึ้นไป และปรับไปใช้ราคาเป้าหมาย 11.10 บาท


CPF ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ วันที่ 31 ต.ค. 2566 ค่า P/BV อยู่ที่ 0.65 เท่า ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมองลบต่อ CPF เพราะราคาหมูไทยฟื้นตัวยากกว่าคาดและราคาหมูจีนอาจต้องรอถึงครึ่งปีแรกปี 2567 ดังนั้นแนะนำหลีกเลี่ยงลงทุนในระยะ 3 เดือน แต่หากรอได้เกิน 6 เดือน แนะนำสะสม ราคาเป้าหมาย 20 บาท เพราะมองว่าในที่สุดราคาหมูจีนจะฟื้นตัวจากการบริโภคฟื้นตัว


ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/66 คาดจะขาดทุนลดลง ตามต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงและราคาหมูไก่ฟื้นตัวชั่วคราวช่วงปลายปี เราปรับลดประมาณการปี 2566 จากกำไรสุทธิเป็นขาดทุน 6,580 ล้านบาท และลดประมาณการปี 2567 ลงจากเดิม 13% เพราะราคาหมูไทยและจีนฟื้นตัวช้าแต่ยังคงคาดกำไรสุทธิจะฟื้นตัว


PSL ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ วันที่ 31 ต.ค. 2566 ค่า P/BV อยู่ที่ 0.78 เท่า ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า GDP ไตรมาส 3/66 ของจีนกลับมาขยายตัว พร้อมกับภาคส่งออกที่ทยอยติดลบน้อยลง ดัชนี PMI ภาคการผลิตกลับมายืนเหนือระดับ 50 ในเดือนก.ย. ช่วยหนุน ให้ค่าระวางเรือปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 4/66


ทั้งนี้ ค่าระวางเรือมักจะอ่อนตัวลงในเดือนพ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว แต่เรายังคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและจีนในปี 2567 เช่นเดียวกับค่าระวางเรือที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น


แม้ว่าผลประกอบการของ PSL จะฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นสําคัญ แต่เชื่อว่าผลประกอบการผ่านจุดตํ่าสุดไปแล้ว ราคาหุ้นที่ปรับลงกว่า 40% จากช่วงต้นปีนี้ ลงมาตํ่ากว่าปี 2561 ทั้งที่กําไรสูงกว่า โดยประเมินกำไรปี 2566 ที่ 1,278 ล้านบาท ลดลง 73% จากปีก่อน เราจึงยังคงคําแนะนํา ถือ รอการฟื้นตัว ให้ราคาเป้าหมาย 10.30 บาท


สุดท้าย SPALI ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ วันที่ 31 ต.ค. 2566 ค่า P/BV อยู่ที่ 0.74 เท่า ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดไตรมาส 4/66 กำไรจะกลับมาเติบโตและปี 2567 คาดเติบโตโดดเด่นจากการส่งมอบโครงการแนวสูง 5 โครงการมูลค่ารวม 17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 349.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน


ในส่วนของปี 2566 คาดกำไร 6,228 ล้านบาท ลดลง 23.8% จากปีก่อน ชะลอตัวจากฐานสูง และโครงการแนวสูงที่สร้างเสร็จใหม่พร้อมโอนลดลง ทั้งนี้ เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมใหม่สิ้นปี 2567 ที่ 23.80 บาท ในเชิงกลยุทธ์แนะนำเริ่มทยอยสะสมหลังการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/66 ที่ชะลอตัว


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้