ย้อนรอย! เหตุการณ์ “แอน จักรพงษ์” – “อดิศักดิ์ เจมาร์ท” โดน “บังคับขาย” หลังใช้หุ้นค้ำประกันเงินกู้
Forced Sell หรือ การบังคับขาย ถูกพูดถึงมาอย่างบ่อยครั้ง มีความหมาย คือ การที่บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นเจ้าหนี้ นำส่วนหนึ่งของหลักทรัพย์ในบัญชีเงินกู้ยืมซื้อหลักทรัพย์ของลูกค้าออกขาย เพื่อเป็นการลดภาระหนี้ของลูกค้ารายนั้น
บริษัทหลักทรัพย์จะทำการบังคับขายก็ต่อเมื่อ หลักประกันหนี้ของลูกค้ามีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ซื้อไว้แล้ว โดยมีอัตราส่วนเท่ากับหรือต่ำกว่าระดับอัตราหลักประกันที่ต้องดำรงไว้ (Maintenance Margin Rate) ที่เป็นเกณฑ์การบังคับขาย
ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา “แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” ยอมรับว่า ถูก Forced Sell กว่า 60 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท หลังราคาหุ้นร่วงอย่างรวดเร็ว ทำให้จำเป็นต้องขายหุ้นในบัญชีมาร์จิ้น หรือโดนบังคับขาย
หากนักลงทุนยังจำได้กรณีของ “แอน-จักรพงษ์” นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ก็เจอประเด็นดังกล่าวเช่นกัน โดย “แอน-จักรพงษ์” ทำการจำหน่ายหุ้น JKN รวม 4 รายการตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. ถึงวันที่ 28 พ.ย.65 คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 70 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 4.10-4.74 บาท ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 309 ล้านบาท
ในช่วงนั้น “แอน-จักรพงษ์” บอกว่า รายการขายหุ้นมาจากบัญชี มาร์จิ้น ถูก Forced Sell เนื่องจากราคาหุ้นตกแรงกว่า 50% ใน 2 วัน และยืนยันว่า ยังยืดหยัดบริหาร JKN และยังถือครองหุ้น JKN กว่า 38%
[อดิศักดิ์ เจ้าของเจมาร์ท ถูก Forced Sell]
อีกฟากของผู้บริหารชื่อดัง อย่าง “อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา” ผู้ถือหุ้นใหญ่ JMART หลังราคาหุ้นที่ร่วงแรงในขณะนั้น จนถูกบังคับขายหุ้น ซึ่งภายหลังจากนั้น “อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา” ก็ออกมายอมรับเองว่าตนเองเป็นเรื่องจริง แต่เป็นประเด็นปัญหาส่วนตัว ไม่กระทบธุรกิจบริษัท พร้อมยืนยันคงฐานะหุ้นใหญ่บริหารงานต่อไป
โดยรายการขายหุ้น JMART ในช่วงนั้น คือ “อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา” ขายหุ้น จำนวน 14 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2566 คิดเป็น 0.96% มูลค่ารวมราว มูลค่ารวม 399 ล้านบาท ส่งผลถือหุ้นลดลงจาก 13.41% เหลือสัดส่วน 12.45%
อย่างไรก็ตาม 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นที่น่าสนใจ เพราะทั้ง 2 ราย ถือเป็นทั้งในฐานะเจ้าของ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง “บังคับขาย” ได้ เพราะตนเองได้นำหุ้นไปวางค้ำประกันเงินกู้กับบริษัทหลักทรัพย์นั่นเอง
หากย้อนกลับไปสำรวจข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของผู้บริหาร พบว่า “อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา” ภายหลังเกิดปัญหา ได้กลับเข้ามาซื้อหุ้น JMART จำนวน 2 รายการ คือ เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2566 กว่า 6,600,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 21.89 บาท คิดเป็นมูลค่า 144,474,000 บาท และเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566 จำนวน 100,000 หุ้น ในราคา 19.8 บาท คิดเป็นมูลค่า 1,980,000 บาท ทั้ง 2 รายการคิดเป็นมูลค่ารวม 146 ล้านบาท

