Official Update :

คัด 4 หุ้นเด่น เก็งรับยอดส่งออกช่วงท้ายปีฟื้น

การส่งออกของไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังตัวเลขเดือนต.ค. 66 ออกมาขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 จากสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่กลับมาเติบโต ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าในช่วงท้ายของปี 2566 หรือระหว่างเดือนพ.ย. - ธ.ค. มีโอกาสที่ยอดส่งออกของไทยจะเติบโตได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทาง Wealthy Thai จึงมี 6 หุ้นที่น่าสนใจสำหรับเก็งกำไรในระยะสั้น-กลาง รับกลุ่มสินค้าส่งออกที่ขยายตัวดีมาฝาก


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดส่งออกเดือนต.ค. 66 เติบโตเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ 9% โดยมาจากสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมที่พลิกกลับมาโต


สำหรับสินค้าที่เติบโตเด่นและสามารถเชื่อมโยงกับการลงทุนได้คือ ยางแท่ง (โดยเฉพาะที่ส่งออกไปจีน), สิ่งปรุงรสอาหาร, ข้าวโพดหวานกระป๋อง, น้ำผลไม้, อาหารสุนัขและแมว รวมถึงผลไม้กระป๋อง


ส่วนแนวโน้มช่วงที่เหลือประเมินเบื้องต้นว่ายอดส่งออกเดือนพ.ย.–ธ.ค. 66 จะเติบโตราว 7-8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับเดือนต.ค. 66 ทำให้ในระยะสั้น–กลาง กลุ่มส่งออกยังดูน่าสนใจสำหรับเก็งกำไร โดยเน้นรายกลุ่มสินค้าที่เติบโตได้ดี แนะนำ ITC, AAI, NRF, NER, STA และ MALEE รวมไปถึงกลุ่มที่เชื่อมโยงกับรายได้ภาคเกษตร เช่น DOHOME, GLOBAL, SAWAD


โดย Wealthy Thai ได้รวบรวมแนวโน้มการดำเนินงานของ 6 หุ้นที่กลุ่มสินค้าส่งออกมามีโอกาสเติบโตดีมาฝาก มาเริ่มกันที่หุ้นตัวแรกอย่าง ITC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินกำไรปกติไตรมาส 4/66 ในกรอบ 700 –900 ล้านบาท มีโอกาสโตต่อเนื่องจากไตรมาส 3/66 และทำระดับสูงสุดของปี จากสัญญาณการ Restocking ของลูกค้าที่ยังทำต่อเนื่อง หนุนปริมาณคำสั่งซื้อให้สูงขึ้นต่อ


ขณะที่ด้านต้นทุนจะรับรู้ผลของราคาวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์กระป๋องที่ปรับลดลงได้ชัดเจนมากขึ้น หนุน GPM มีโอกาสสูงขึ้นเหนือระดับ 20% ได้ ทำให้ปรับประมาณการกำไรปี 2566 ขึ้น 16% เป็น 2,185 ล้านบาท ลดลง 51% จากปีก่อน คงคำแนะนำ ซื้อ และราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 26 บาท


ถัดมา AAI นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินกำไรปกติไตรมาส 4/66 จะอยู่ในกรอบราว 140-160 ล้านบาท ลดลงจากกำไรปกติไตรมาส 4/66 ที่ 200 ล้านบาท จากผลกระทบ inventory destocking และต้นทุนทูน่าโดยรวมสูงขึ้น แต่จะดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า และเป็นจุดพีคของปี จากปัญหา inventory destocking กลุ่ม Pet food ทยอยคลี่คลาย รวมถึงคำสั่งซื้อ Human food สูงขึ้นจากลูกค้าอิสราเอล


จึงคงกำไรปกติปี 2566 ที่ 422 ล้านบาท ลดลง 53% จากปีก่อน คงคำแนะนำ ซื้อ และราคาเป้าหมาย 5 บาท ทิศทางกำไรปกติที่ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในครึ่งปีแรก และอยู่ในทิศทางฟื้นตัวมากขึ้นนับจากนี้ ขณะที่มี catalyst จากการขยายลูกค้าใหม่ในปี 2567


NER นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติไตรมาส 4/66 โตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนต่อถึงไตรมาส 1/67 เป็นอย่างน้อย อีกทั้งยังได้ลูกค้ารายใหญ่ในญี่ปุ่นมาเพิ่ม คาดเริ่มเห็นออเดอร์ไตรมาส 2/67 เป็นต้นไป และคาดว่าจะมีรายใหม่เพิ่มตามมา


ประเมินกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 1,611 ล้านบาท ลดลง 7.78% ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 67 ต่ำเพียง 4.8 เท่า และคาดเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 66 อีก 0.29 บาท ให้ผลตอบแทน 6.3% คงคำนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.80 บาท และเป็น Top pick กลุ่มเกษตรและอาหารในไตรมาส 4/66


STA นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/66 จะยังชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีโอกาสฟื้นตัวจากไตรมาส 3/66 จากราคาขายธุรกิจยางพาราที่ดีขึ้น และคาดปริมาณผลผลิตยางจะเริ่มดีขึ้นหลังหมดฤดูกาลปิดกรีด อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง และผลประกอบการยังมีโอกาสเป็นขาดทุนอยู่


ฝ่ายวิเคราะห์อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการปี 2566-2567 เนื่องจากธุรกิจยางธรรมชาติอ่อนแอกว่าเดิมที่ประเมินไว้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันที่ปรับลดลงมาซื้อขายบน P/BV ที่ 0.3 เท่า ถือว่าค่อนข้างถูกและสะท้อนปัจจัยด้านผลประกอบการที่อ่อนแอแล้ว จึงยังคงคำแนะนำ เก็งกำไร ตามราคายางพาราในตลาด SICOM