หุ้นไทยภาคบ่ายร่วงต่อ ดิ่ง 10 จุด ตลาดหลักทรัพย์ชี้ สิ้นปี SET มีหวัง ได้แรงหนุน เงินกองทุน TESG-RMF ไหลเข้า
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (12 ธ.ค.66) ในภาคบ่ายยังยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากในภาคเช้า โดยดัชนีทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,370.04 จุด ซึ่งปรับตัวลดลงกว่า 10.95 จุด ทั้งนี้หากดัชนีอยู่ในระดับดังกล่าวถือเป็นการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมา
โดย ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดหุ้นในช่วงปลายเดือนพ.ย. - ธ.ค. 66 จะเป็นช่วงที่มูลค่าการซื้อขายเบาบาง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขายทำกำไรช่วงเทศกาลวันหยุดยาวของนักลงทุนต่างชาติ
แต่จะมีปัจจัยหนุนจากการซื้อกองทุนประหยัดภาษีเข้ามาช่วยหนุนดัชนีช่วงปลายปี ทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) รวมถึงปีนี้ยังมีกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) เพื่อสนับสนุนการออมระยะยาวและลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ ESG ด้วย
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในปี 2567 มองว่าปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศน่าจะปรับตัวดีขึ้น ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาตินอกเหนือจากจีนกลับมาแล้ว 70%
ส่วนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาราว 40% จึงต้องติดตามต่อว่าปีหน้าจะสามารถกลับมาครบได้หรือไม่ อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อที่หากทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง จะทำให้ต้นทุนของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นบวกต่อผลการดำเนินงาน และภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่ติดตามทั้งนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ และภาวะสงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน
“ความคาดหวังต่อกองทุน TESG นอกจากมองในแง่ของเม็ดเงินที่เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังเป็นรางวัลให้กับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการทำ ESG และช่วยส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ” ดร.ศรพล กล่าว
ส่วนภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือนพ.ย. 66 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% เนื่องจากเป็นระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งออก อีกทั้งประเมินเศรษฐกิจขยายตัว 2.4% และ 3.8% ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของไทยถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แสดงถึงนโยบายการเงินของไทยในปัจจุบันที่ค่อนข้างตึงตัว อีกทั้งประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในอีก 12 เดือนข้างหน้าถูกนักวิเคราะห์ปรับลดลงต่อเนื่องจากต้นปีนี้ ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังไม่ดึงดูดใจผู้ลงทุน
โดยสิ้นเดือนพ.ย. 66 SET Index ปิดที่ 1,380.18 จุด ปรับลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า โดยปรับลดลง 17.3% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน และกลุ่มเกษตรและอาหาร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 45,804 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 28.9% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 11 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 54,399 ล้านบาท ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่สิบ โดยในเดือนพ.ย. 66 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 21,132 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19
ด้าน Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนพ.ย. 66 อยู่ที่ระดับ 16.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.0 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 18.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.6 เท่า
