Official Update :

เป็นโอกาสที่ดี! เข้าเก็บหุ้น “กลุ่มผู้นำ” ของอุตสาหกรรม

ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนแบบนี้ นักวิเคราะห์ได้ออกมาประเมินไว้น่าสนใจว่าเป็นจังหวะที่ดีในการสะสมหุ้นที่เป็น “ผู้นำ” ของอุตสาหกรรม ที่มี Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก แต่จะมีบริษัทอะไรบ้างนั้น Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


หากถอดมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้น เศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาด และการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ต้นปี แม้เป็นปัจจัย “ลบ” ต่อ SET


แต่การปรับลดลงก็เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ที่ Valuation อิง PE24 14.8 เท่า ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ย -1 SD และ Earning Yield Gap ที่ 4.67% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต มองเป็นโอกาสลงทุนหุ้นที่เป็น “ผู้นำ” ในแต่ละกล่มอุตสาหกรรมที่มี Valuation ต่ำกว่ำค่าเฉลี่ยในอดีตมาก


โดย SET ปรับตัวลดลงอย่างหนักจากจุดสูงสุดตั้งแต่ต้นปีกว่า 17.2% หรือเกือบ 300 จุด ซึ่ง Underperform ตลาดหุ้นโลกมาก จากปัจจัยลบทั้งนอกและในประเทศ ได้แก่ 1.การขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ 2.เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้า และนักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับเข้าสู่ระดับปกติ


3.ภาคการส่งอออกชะลอตัว 4.การปรับประมาณการกำไร SET ลงตั้งแต่ต้นปี และ 5.กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยกว่า 2 แสนล้านบาทในปีนี้


อย่างไรก็ดี Valuation ของ SET อิง Price to Earnings Ratio ปี 67 ที่ 14.8 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ 1 Standard Deviation และ Earnings Yield Gap ปัจจุบันที่ไม่รวม DELTA ที่ 4.67% ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ 0.5 Standard Deviation สะท้อนว่าที่ SET ที่ระดับปัจจุบันเป็นระดับที่ "ต่ำ" แล้วทั้ง Valuation และ Expectation


ถ้า SET มี Valuation ที่อยู่ในโซน "ต่ำ" แต่กำไรไม่เติบโต และแรงกดดันดอกเบี้ยยังสูง ก็อาจทำให้การลงทุนในระยะ 12 เดือนข้างหน้าไม่ได้น่าสนใจมากนัก แต่ด้วยคาดการณ์กำไร SET ไม่รวมกลุ่มพลังงาน จะกลับมาเติบโต 16% ปีนี้ ทำจุดสูงสุดใหม่


รวมถึงแรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยสูงคลายตัวลง, รัฐบาลที่กลับมาใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง คาด GDP ปีหน้าเร่งตัวเป็น 3.5% จากปีนี้ที่ขยายตัวต่ำ 2.2% ทำให้คาดว่า SET ที่ Underperform ตลาดหุ้นโลกมากในปีนี้ ดูน่าสนใจในการลงทุนอีกครั้ง


สำหรับกลุ่มหุ้นขนาดกลางที่ราคาปรับสูงขึ้นแรงในช่วง COVID เป็นกลุ่มหุ้นที่ราคาปรับลดลงแรงตั้งแต่ต้นปี แต่หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวที่มีขนาด Market Cap มากกว่า 1 แสนล้านบาท ก็ปรับลดลงแรงเช่นเดียวกัน เช่น EA, AWC, IVL, GPSC, TLI, CPAXT, SCGP, BJC, HMPRO, AOT, CPALL, GULF


ทั้งนี้มองว่ากลุ่มหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ ที่เป็น "ผู้นำ" ในแต่ละอุตสาหกรรม, มี Balance Sheet ที่ดี, กระแสเงินสดแข็งแรง และ Valuation ปัจจุบันอยู่ในโซน "ต่ำ" กว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 1-2 Standard Deviation หรือเรียกว่ามี Margin Of Safety สูง จะเป็นกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนกลับมาซื้อ เมื่อความมั่นใจของภาพรวม SET ดีขึ้น เช่น SCB, GULF, MTC, AMATA, LH, BEM, CPN, SABINA (หุ้นขนาดเล็ก)


ดังนั้น SET ที่มี Valuation "ต่ำ" พร้อมกับกำไรที่กลับมาเติบโต 19% ปีหน้า จึงแนะนำ "ซื้อ" หุ้นที่เป็น Leader ในอุตสาหกรรมนั้นๆ พร้อมกับมี Margin of Safety สูง รวมถึงถูก Bloomberg Consensus ปรับประมาณการกำไรขึ้น


ได้แก่ AMATA, BH, BEM, LH, MTC, BPP, CPN, GULF, SABINA (ปันผลสูง* 6%) MC (ปันผลสูง 8%) และ SCB (ปันผลสูง 7.5%)โดยกลุ่มหุ้นปันผลสูง จะยิ่งน่าสนใจเมื่ออยู่ในแนวโน้มดอกเบี้ย "ขาลง"