Official Update :

หุ้น “ไฟแนนซ์” ดิ่งยกแผง ผวา! เศรษฐา แก้หนี้ทั้งระบบ โบรกฯ แนะ “หลีกเลี่ยงไปก่อน”

ราคาหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ (วันนี้) ปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง หลังล่าสุดวานนี้ (12 .. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้แถลงการณ์เริ่มต้นโครงการ รวมถึงแนวทางการจัดการหนี้ออกมา รายละเอียดจะเป็นอย่างไร จะส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มไหนบ้าง Wealthy Thai ได้รวมรวมมุมมองของนักวิเคราะห์มาฝาก


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นายกฯ แถลงแนวทางการแก้ไขหนี้ทั้งระบบ 16 ล้านล้านบาท จะเน้นให้ความช่วยเหลือผ่านธนาคารรัฐฯ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม 1. ลูกหนี้ได้รับผลกระทบ COVID เน้นการให้ความช่วยเหลือพักหนี้ ยกเลิกสถานะหนี้เสีย (NPL),


2. ลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระเกินศักยภาพ เน้นการลดดอกเบี้ยและตัดหนี้ โดยยังเหลือเงินเดือนพอสำหรับการดำรงชีพ, 3. กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน จะเน้นให้ความช่วยเหลือชั่วคราว เช่น พักหนี้ ลดดอกเบี้ย ลดยอดผ่อน และ 4. กลุ่มหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงิน ให้โอนไปบริษัทติดตามหนี้รัฐฯ (AMC)


ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินเป็นกลางต่อกลุ่มธนาคารและเช่าซื้อ เพราะการช่วยเหลือเน้นฝั่งหน่วยงานรัฐฯ โดยฝั่งเอกชนที่ผ่านมาปฏิบัติตามแนวทางช่วยเหลือ BOT และกรอบการปฏิบัติต่างๆ อยู่ในขอบเขตที่นายกฯ แถลงอยู่แล้ว


ทั้งนี้ หากผสานกับภาพรัฐฯ จะแก้ไขในส่วนหนี้นอกระบบช่วงก่อนหน้า ฝ่ายวิเคระห์มองภาพบวกต่อกลุ่มอิงบริโภค เช่น CPALL, CPAXT, DOHOME เช่าซื้อมองโอกาสคุณภาพสินทรัพย์ค่อยๆ ดีขึ้น เช่น SAWAD, JMT


ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ในมุมมองของฝ่ายวิเคราะห์ประเมินภาพรวมไม่ได้ต่างจากเดิม ยังเน้นที่การแก้หนี้ภายใต้ธนาคารรัฐฯ ส่วนมาตรการอื่นๆ เช่น คลินิกแก้หนี้ หรือดอกเบี้ยรถใหม่ไม่เกิน 10% เป็นมาตรการที่ดำเนินอยู่แล้ว คาดราคาหุ้นในกลุ่มจะเริ่มฟื้นตัว หลังคลายความกังวลจากการถูกภาครัฐฯ เข้ามาควบคุมมากขึ้น ยังแนะนำ TIDLOR และ SAWAD


ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่ามาตรการที่จะกระทบกับผู้ประกอบการใน SET คือกลุ่มลูกหนี้ SME ซึ่งจะใช้วิธียกเลิกสถานะ NPL พักชำระหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อจะใช้วิธีปรับลดอัตราดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างหนี้


อีกทั้งมองว่ามาตรการดังกล่าวจะกระทบกับผู้ประกอบการในแง่ที่ทำให้รายได้ดอกเบี้ยปรับลดลง เนื่องจากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และอาจจะทำให้สินเชื่อลดต่ำลง แต่ก็จะทำให้ NPL ลดลงจากการได้ มองว่ากลุ่ม BANK จะได้ประโยชน์มากกว่า เนื่องจากการยกเลิกสถานะ NPL ของลูกหนี้ SME จะทำให้ NPL ของกลุ่มลดลงมาก และทำให้ลดภาระการตั้งสำรองลง มากกว่าผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง


ในขณะที่กลุ่ม FIN ซึ่งสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลจะได้รับผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงมากกว่า แต่อาจจะได้รับประโยชน์จากการลดลงของสินเชื่อ SME น้อย


ดังนั้นยังให้ KBANK (ราคาพื้นฐาน 166 บาท) เป็น Top pick ของกลุ่ม BANK ส่วนกลุ่ม FIN อาจจะหลีกเลี่ยงไปก่อน โดยอาจจะเข้าเก็งกำไรใน KTC (ราคาพื้นฐาน 54 บาท) ได้ เนื่องจาก KTC ไม่ได้เข้าร่วมกับคลีนิคแก้หนี้ และไม่มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อน้อย ไม่น่าได้รับผลกระทบมาก