Official Update :

ถือ CPALL มา 3 เดือน ติดลบ 17% โบรกฯ ยังกระหน่ำ เชียร์ “ซื้อ” รับเม็ดเงิน TESG กระตุ้นราคาหุ้น

ร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทยที่ใครต่อใครต้องรู้จักดีและมีจับจ่ายใช้สอยอย่างบ่อยครั้ง อย่าง 7-Eleven จึงไม่แปลกนักที่ในด้านตลาดทุนเอง นักลงทุนก็ได้ให้ความสนใจในหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ที่ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้า 7-Eleven


แต่อย่างไรก็ดี จากการสำรวจข้อมูลความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น CPALL ทาง Wealthy Thai กับพบว่าในช่วง 3 เดือนย้อนหลัง (ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.66 ถึง 14 ธ.ค.66) ราคาหุ้นได้มีการปรับตัวลดลงว่า 17.19% มาอยู่ที่ระดับ 53 บาท ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบที่ตามมาจากนักลงทุนก็คือจะเป็นให้ลงทุนได้หรือไม่ ไปดูมุมมองจากนักวิเคราะห์กัน


โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่าราคาหุ้น CPALL ที่ปรับตัวลดลงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดมีความกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับการแข่งขันและการบริโภคที่ชะลอตัวลง แม้แนวโน้มการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมในไตรมาส 4/66 จะยังคงดีที่สุดในกลุ่มพาณิชย์


สำหรับระดับราคาหุ้นในปัจจุบัน มองว่ามีความน่าสนใจในระยะสั้นจึงยังคงเรทติ้ง OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมายที่ 74 บาท เนื่องจากกำไรไตรมาส 4/66 จะยังเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่มพาณิชย์ ตามยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจาก CPAXT


นอกจากนี้ประมาณการปี 2567 ยังมีอัพไซด์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการ digital wallet จากเครือข่ายร้านค้า CPALL ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้งกองทุน TESG (SET ESG rating ของ CPALL อยู่ที่ “AAA”) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะกระตุ้นราคาหุ้น


ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)  ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 72 บาท ด้วยกำไรไตรมาส 4/66 จะโตต่อเนื่อง ตามการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมที่แข็งแกร่ง, อัตรากำไรธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ดี และการขาดหายไปของค่าตอบแทนพนักงานพิเศษที่เกิดขึ้นปีก่อน ปัจจัยบวกสำคัญคือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐผ่านนโยบายการเงินดิจิทัล 5 แสนล้านบาท


เช่นเดียวกันกับบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 74 บาท จากมูลค่าหุ้นที่ไม่แพง และกำไรไตรมาส 4/66 ที่ยังเติบโตทั้งไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกัน จากรายได้จากธุรกิจ CVS ค้าปลีกและค้าส่ง ขณะที่ทางด้านค่าใช้จ่ายต้นทุนลดลงตามค่าไฟ และดอกเบี้ยจ่ายลดลงหลัง CPAXT รีไฟแนนซ์เงินกู้เสร็จ


ส่วนปี 2567 คาดกำไรที่ 1.9 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 15.3% ตามธุรกิจ CVS ที่เติบโตต่อเนื่อง และมีความทนทานต่อสภาวะดอกเบี้ยที่สูงเนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยต่ำ รวมไปถึง CPAXT ที่ฟื้นตัวส่งผลให้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น