Official Update :

EGCO กับบทสรุปผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และภารกิจขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2567

รู้หรือไม่ว่า บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศรวมกันกว่า 43 แห่ง ซึ่งคิดเป็นกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นสูงถึง 7,067 เมกะวัตต์


แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นกว่า 6,745 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ที่มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นอีก 322 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ EGCO ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานในรูปแบบต่างๆ อีกหลากหลายธุรกิจ


โครงการลงทุนของ EGCO ในประเทศไทยครอบคลุมหลายจังหวัด และยังมีโครงการในต่างประเทศอีก 7 ประเทศ ได้แก่ สปป. ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา  


ผลการดำเนินงานในรอบปี 2566 ของ EGCO ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ไปดูกันว่าความแข็งแกร่งของผลประกอบการไตรมาสล่าสุด 3/66 ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ความคืบหน้าของการลงทุนที่สำคัญมีอะไร และแนวโน้มทิศทางธุรกิจในปี 2567 จะเติบโตไปในทิศทางใด Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ


EGCO สามารถสร้างผลประกอบการในไตรมาส 3/66 ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 13,910 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,343 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน


โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากโรงไฟฟ้าพาจู อีเอส เกาหลีใต้ ที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและต้นทุนขายลดลง ประกอบกับโรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน สหรัฐอเมริกา ที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ยังรวมไปถึงโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 สปป.ลาว ที่มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงส่งผลให้ในไตรมาส 3/66 มีกำไรสุทธิ 2,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 704% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


จากความแข็งแกร่งของผลประกอบการในไตรมาส 3/66 ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 2566 เติบโตได้มากยิ่งขึ้น โดยมีกำไรสุทธิกว่า 5,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสาเหตุหลักก็คือการรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงลดลง ประกอบกับมีการรับรู้ผลขาดทุนสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงินที่ลดลง


นอกจากนี้ EGCO ยังได้สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการบริหารการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอและต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การดำเนินงานในปัจจุบันไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่มีผลกดดันต้นทุนเชื้อเพลิงและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ



[สร้างโอกาสเติบโต ด้วยการลงทุนและการเงิน]

นอกเหนือจากการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งแล้ว EGCO ยังประสบความสำเร็จทั้งในด้านการลงทุนและการเงินในปี 2566


เริ่มจากการปิดดีลซื้อหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง “ไรเซ็ก” กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเมืองจอห์นสตัน รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา ความสำเร็จครั้งนี้ส่งผลให้เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 298 เมกะวัตต์


รวมถึงการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น เพื่อเข้าถือหุ้นสัดส่วน 50% ใน “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” ซึ่งเป็นพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว จำนวน 3 แห่ง กำลังผลิตรวม 1,304 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา


ล่าสุดในช่วงส่งท้ายปี 2566 EGCO ได้ประกาศการลงทุนซื้อหุ้น 30% ในบริษัท พีที จันทรา ดายา อินเวสตาสิ (ซีดีไอ) บริษัทโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ในเครือบริษัท พีที จันทรา อศรี ปิโตรเคมีคอล ทีบีเค (จันทรา อศรี กรุ๊ป)   ผู้นำในธุรกิจเคมีและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอินโดนีเซีย ด้วยมูลค่าการลงทุน 194 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,800 ล้านบาท ซึ่งเปิดโอกาสให้ EGCO  ร่วมเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่มีศักยภาพในประเทศอินโดนีเซีย ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 2 แห่ง โรงงานผลิตและบำบัดน้ำ รวมทั้งท่าเทียบเรือและคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมี


การลงทุนทั้งหมดสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะสั้นของ EGCO  ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงการที่มีคุณภาพสูงและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนและกำไรได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน


นอกจากนี้  เป็นที่น่าสังเกตว่า EGCO ได้ขยายการลงทุนไปยังสหรัฐอเมริกาต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีหลัง ด้วยเหตุผลว่า สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง มีการแข่งขันแบบยุติธรรม (Fair) และต้อนรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมีการให้ Incentive จากกฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) สำหรับการลงทุนพลังงานสะอาด


กลับมาที่โครงการลงทุนสำคัญในประเทศไทย EGCO ได้เปิดให้บริการ “ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” (TPN) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมัน ลดปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุบนถนน รวมทั้งช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี


ในด้านการเงิน EGCO ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (หุ้นกู้กรีนบอนด์) เป็นครั้งแรก ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ รวมมูลค่า 7,000 ล้านบาท ด้วยยอดจองท่วมท้นกว่า 3 เท่าของมูลค่าการเสนอขาย โดยเฉพาะประเภทหุ้นกู้อายุ 15 ปี


เสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุนช่วยให้ EGCO มีต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม โดย EGCO มีแผนว่าจะนำเงินระดมทุนนี้ไปใช้ชำระคืนเงินทุนสำหรับโครงการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประเภทพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050)



[มองแนวโน้มไตรมาส 4/66]

เมื่อเราได้รู้ถึงความสำเร็จของ EGCO ในรอบปี 2566 ที่ผ่านมาแล้ว ก็คงอยากจะรู้ว่า แล้วในอนาคต EGCO มีจุดหมายแนวทาง และกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจย่างไร


บอกได้เลยว่าทิศทางการเติบโตและปัจจัยสนับสนุนธุรกิจมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เริ่มกันที่แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4/66 ทาง EGCO เชื่อว่าความต้องการไฟฟ้าจะสูงขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาล


และโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ “Cameron Storage” กำลังผลิตติดตั้ง 33 เมกะวัตต์ ภายใต้ เอเพ็กซ์ผู้พัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่ง EGCO ถือหุ้นอยู่ 17.46% จะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ รวมไปถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง “หยุนหลิน” ในไต้หวัน ขนาดกำลังผลิต 640 เมกะวัตต์ ได้ทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เพิ่มอีก 19 ต้น รวมเป็น 33 ต้น คิดเป็นกำลังผลิต 264 เมกะวัตต์


นอกจากนี้ EGCO คาดว่าจะปิดดีลการเข้าถือหุ้นสัดส่วน 50% ใน “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” ได้ภายในปี 2566 หรือไม่เกินต้นปี 2567 ซึ่งเมื่อปิดดีลแล้ว จะสามารถรับรู้รายได้ในทันที โดยจะช่วยเพิ่มกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นในสหรัฐอเมริกาอีก 652 เมกะวัตต์ รวมเป็น 1,443 เมกะวัตต์


[กลยุทธ์และเป้าหมายสู่ Net Zero ในปี 2050]

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญนอกเหนือจากด้านธุรกิจของ EGCO ในปี 2566 คือ การประกาศเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายและเข้มข้นมากขึ้นในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แนวคิด "Cleaner, Smarter, and Stronger to Drive Sustainable Growth" ซึ่งแบ่งเป้าหมายใหม่เป็น 3 ระยะ ได้แก่


เป้าหมายระยะสั้น ภายในปี ค.ศ. 2030 (2573) ลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ (Carbon Emissions Intensity) ลง 10% และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE) เป็น 30% 


เป้าหมายระยะกลาง ภายในปี ค.ศ. 2040 (2583) บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)


และเป้าหมายระยะยาว ภายในปี ค.ศ. 2050 (2593) บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)


โดยกลยุทธ์ของ EGCO เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 อันดับแรกคือการไม่ลงทุนในธุรกิจถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เพิ่มเติม ประกอบกับการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานหลัก ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยี Hydrogen co-firing หรือ Ammonia co-firing


รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยี CCS หรือ CCUS กักเก็บคาร์บอนหลังการเผาไหม้ อีกทั้งเน้นการลงทุนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก เช่น ไฮโดรเจน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Hydrogen Value Chain) ที่มีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมไฟฟ้า



[กลยุทธ์ ปัจจัยบวก และทิศทางการลงทุนในปี 2567]

ในปี 2567 EGCO มีเป้าหมายหลัก คือการเพิ่มกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นอีก 1,000 เมกะวัตต์และได้ตั้งงบลงทุนไวที่ 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นในยุคการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องและพลังงานสะอาด เช่น ไฮโดรเจน


สำหรับกลุ่มประเทศเป้าหมาย ก็คือ อาเซียน รวมไปถึงกลุ่มประเทศอื่นที่ EGCO มีฐานการลงทุนอยู่แล้ว ได้แก่ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและมีโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติอย่างมาก


นอกจากนี้ EGCO ได้เดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตรในการศึกษาการประยุกต์ปรับปรุงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยบวกที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการปิดดีลและรับรู้รายได้จาก “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” และการลงทุนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในอินโดนีเซีย แบบเต็มปี


การเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้าเอ็กโก โคเจนเนอเรชั่น (ส่วนขยาย) จ.ระยอง กำลังผลิต 74 เมกะวัตต์ ภายในไตรมาส 1/67 ตามกำหนด


การก่อสร้างและทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง “หยุนหลิน” ในไต้หวัน จนครบ 80 ต้น กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ภายในปลายปี 2567 ตามแผนงาน


รวมไปถึงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการพลังงานหมุนเวียนของ “เอเพ็กซ์” 841 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบัน “เอเพ็กซ์” มีโครงการที่อยู่ใน Pipeline รวม 243 โครงการ กำลังผลิตรวม 58,900 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โครงการที่กำลังพัฒนา 234 โครงการ กำลังผลิต 57,638 เมกะวัตต์ โครงการที่กำลังก่อสร้าง 7 โครงการ กำลังผลิต 968 เมกะวัตต์ และโครงการที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 2 โครงการ กำลังผลิต 294 เมกะวัตต์


ความคืบหน้าและทิศทางทั้งหมดนี้ คงพอที่จะทำให้เราเห็นภาพความแข็งแกร่งและโอกาสการเติบโตในอนาคตของ EGCO ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น


Most Viewed
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 1 day ago
Where to put your money
“All-Time High” (จุดสูงสุด) ของวันนี้… อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของโอกาสครั้งต่อไปก็เป็นได้ !!!
Updated 6 hours from now
Stock of the Day
EPG ก้าวอย่างมั่นคง เน้นบริหารต้นทุนมากกว่าตัวเลข มั่นใจปี 2569/2570 โตทุกกลุ่มธุรกิจ รับโครงการภาครัฐ - Data Center หนุน
Updated 11 hours ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 17 hours ago
Stock of the Day
TU ฉลอง 10 ปี กลยุทธ์ “Sea Change” ชี้เชื่อมโยงการเงิน-ความยั่งยืนถึง 75% ลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ ดัน Net Zero ในปี 2030
Updated 16 hours ago
Follow Us