Official Update :

เมื่อ IRPC-IVL ขึ้นแท่น หุ้นสุดฮอตในกลุ่มปิโตรฯ

เมื่อเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัว หนึ่งในหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกคงหนีไม่พ้น กลุ่มปิโตรเคมีฯ เห็นได้จากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ตามราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีฯที่ยังฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบไปด้วยกันกับ 2 หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีฯอย่าง IVL และ IRPC ที่ล่าสุด IVL รายงานงบไตรมาส 1/64 ออกมาแล้ว และนับจะนี้จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลย


ทั้งนี้ล่าสุด IVL หรือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ได้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/64 ออกมาแล้ว แต่ต้องบอกก่อนว่า IVL ถือเป็นหนึ่งในบริษัทปิโตรเคมีชั้นนำระดับโลก มีโรงงานผลิตครอบคลุมภูมิภาคหลักทั่วโลก ได้แก่ ยุโรป แอฟริกา อเมริกา และเอเชียแปซิฟิก และ โดยมีกลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจ Combined PET ธุรกิจ Integrated Oxides and Derivatives และ ธุรกิจเส้นใย ผลิตภัณฑ์ของไอวีแอลรองรับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลส่วนบุคคล และอุตสาหกรรมยานยนต์


โดยนายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม IVL เปิดเผยว่า งวดไตรมาส 1/64 มีกำไร 6,008.8 ล้านบาท หรือ 1.04 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 952%จากงวดเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 570.71 ล้านบาท หรือ 0.07 บาท/หุ้น  และเพิ่มขึ้น 358.7% จากไตรมาส 4/63


ทั้งนี้ราคาน้ำมัน Brent ดีดตัวสูงขึ้นจากปี 63 กลับไปเหนือ 65 เหรียญสหรัฐ  หลังจากอุปสงค์ของผู้บริโภคฟื้นตัวอย่างมาก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับที่เรียกกันว่า super cycle  ส่งผลให้ราคาส่งมอบสินค้าในปัจจุบันก่อให้เกิดอัตรากำไรส่วนเพิ่มที่สูงมาก นอกจากนี้ โครงการ Project Olympus  สามารถทำผลประกอบการได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 21% ในปี 63 โดยโครงการมีความคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ในไตรมาสที่ 1/64 ซึ่งให้ผลตอบแทน 67 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสนี้


สำหรับกลุ่ม Fibers มี Core EBITDA เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  สาเหตุมาจาก ปริมาณการขายและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในทั้งสามกลุ่มผลิตภัณฑ์ เนื่องจากการฟื้นตัวของอุปสงค์เส้นใยโพลีเอสเตอร์ ยอดขายรถยนต์ขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นจากประเทศจีน และอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ Hygiene ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ส่วนกลุ่ม Combined PET Core EBITDA เติบโต  35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการเติบโตของอุปสงค์และอัตรากาไรของอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นจากราคาน้ามันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และวัตถุดิบ ส่งผลให้เกิดความขาดแคลนในห่วงโซ่มูลค่าทั้งหมดในทุกตลาด และกลุ่ม Integrated Oxides and Derivatives (IOD) Core EBITDA  ลดลง 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะผลกระทบเหตุการณ์ Polar Vortex บริเวณชายฝั่งอ่าวสหรัฐอเมริกาในเดือนก.พ.64 กระทบเชิงลบต่อปริมาณการผลิต



ไตรมาส
2 โตต่อ

นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2/64 ปริมาณขายจะเติบโตจากไตรมาส 1/64 เนื่องจากได้ขายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดแล้ว ส่วนต่าง MTBE เพิ่มขึ้นสู่ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเม.ย. ขณะที่เศรษฐกิจในเม็กซิโกและอเมริกาใต้ซึ่งเป็นตลาดหลักของ MTBE ของ IVL ยังไม่เปิดทำการเต็มที่ ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิดที่ 55% เป็นตลาด MTBE ที่ใหญ่ที่สุดโดยมีจีนและอินเดียเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด สะท้อนว่าส่วนต่าง MTBE จะอยู่ในระดับนี้ได้อย่างยั่งยืน ผลประกอบการไตรมาส 1 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นักลงทุนจะเห็นการฟื้นตัวของกำไร IVL ทุกส่วนต่าง MTBE ที่เพิ่มขึ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จะทำให้กำไรของ IVL เพิ่มขึ้น 2.0 พันล้านบาทต่อปี โดยคาดปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิ 15,794 ล้านบาท เติบโต 554% จากปี 2563 ที่มีกำไร 2,414 ล้านบาท


สำหรับ IVL มุ่งหน้าสู่การเป็นผู้ผลิต PET ที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และนำหน้าคู่แข่งในการลงทุนรีไซเคิล PET โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มจำเป็นต้องใช้ PET รีไซเคิล 25% ในปี 2568 และ 30% ภายในปี 2573 สำหรับ PET ที่ขายใน US เรามองแนวโน้มทั่วโลกเปลี่ยนมาบริโภคขวด PET โดย IVL อยู่ในเส้นทางของการได้ตัวคูณที่สูงขึ้นจากตลาด


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า แม้ช่วงครึ่งหลัง 2564 จะมีความเสี่ยงจากอุปทาน PTA และการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลประกอบการจะประครองตัวได้เพราะโรงงาน Cracker ในสหรัฐฯ จะกลับมาเริ่มผลิตตั้งแต่เดือนมิ.ย. ดังนั้นหากเป็นไปตามคาด กำไรสุทธิไตรมาส 1/64 จะคิดเป็น 51% ของทั้งปี ทำให้ประมาณการ และราคาเหมาะสมมี Upside  แนะนำ “เก็งกำไร” ทิศทาง ไตรมาส 2/64 ที่จะเร่งตัวขึ้นจากการเข้าสู่ High season, การผลิตที่ราบรื่นขึ้น, และโอกาสบันทึกกำไรพิเศษจากเงินประกันภัย


ต่อมา IRPC กลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจ 1.ธุรกิจปิโตรเลียม โดยมีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ จ. ระยอง เพื่อผลิตและจำหน่าย น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และน้ำมันเตา เป็นต้น 2.ธุรกิจปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ จำหน่ายให้ผู้ประกอบการนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูปชนิดต่างๆ 3.ธุรกิจท่าเรือและถังเก็บผลิตภัณฑ์ ให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานสากล 4.ธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินในส่วนที่เป็นที่ดินเปล่า



stock gain หนุนกำไร

โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เรามอง Positive ต่อแนวโน้มกำไรปกติ ไตรมาส 1/64  ราว 5,594 ล้านบาท (พลิกกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 396%จากไตรมาสก่อน) คาดเป็นระดับกำไรสูงสุดในปี โดยการพลิกกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และฟื้นสูง จากไตรมาสก่อน มาจาก stock gain ก้อนใหญ่ที่เข้ามาหนุนจากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น และอัตรากำไรที่ดีขึ้นทั้งฝั่งโรงกลั่น และปิโตรเคมี ตาม spread ผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นตัว เพราะ demand ฟื้น และ supply ตึงตัว ตามลำดับ


ทั้งนี้คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/64 แม้ฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามอัตรากำไรที่ดีขึ้นทั้งฝั่งโรงกลั่นและปิโตรเคมี แต่จะลดลงจาก ไตรมาส 1/64  เนื่องจากไม่มี stock gain ก้อนใหญ่มาหนุน ทั้งนี้เราปรับประมาณการกำไรปกติ 54-65 ขึ้นสะท้อน spread ปิโตรเคมี ที่ดีกว่าคาด จากปัจจัยด้าน supply และน้ำมันดิบฟื้นดีกว่าคาด พร้อมกับปรับเป้าหมายปี 64 ขึ้นเป็น 4.50 บาท/หุ้น (เดิม 4.20) คงคำแนะนำ Trading Buy มองเป็นโอกาสซื้อเก็งกำไรรับงบ ไตรมาส 1/64 ที่ฟื้นตัวเด่น และอาจส่งให้ตลาดอาจปรับประมาณการขึ้น โดยมี spread ปิโตรเคมีในช่วงไตรมาส 2/64 ที่ยังอยู่ในระดับสูงจาก supply ตึงตัวต่อเนื่อง


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า กำไรสุทธิไตรมาส 1/64 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4.7 พันล้านบาท ฟื้นตัวขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 8.9 พันล้านบาทในและเพิ่มขึ้น195% จากไตรมาส 4/64 เพราะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 5 พันล้านบาท จากที่ในไตรมาส1/63 ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 7.1 พันล้านบาท และจากที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 1.6 พันล้านบาทในไตรมาส4/64 หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นมาจาก 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือน เป็น 64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (spread) ของผลิตภัณฑ์ PP และ ABS เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน เป็น 808เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 9% จากไตรมาสก่อน เป็น 1,770 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นระดับที่ดีมากเพราะได้อานิสงส์จากอุปทานที่ตึงตัว จากสภาพอากาศหนาวจัดในรัฐ Texas ของสหรัฐเมื่อกลางเดือนก.พ. รวมถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากกลุ่มยานยนต์และเครื่องใช้ภายในบ้านใน ขณะเดียวกันคาดว่า base GRM ของจะทรงตัว อยู่ที่ 2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


ขณะเดียวกันเชื่อว่า spread ของ PP และ ABS จะแข็งแกร่งต่อเนื่องในเดือนเมษายน และจะช่วยหนุนกำไรต่อเนื่องไปในช่วงไตรมาส 2/64 โดย Spread ของ PP ในช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายนยังอยู่ในระดับสูงมากที่ 897เหรียญสหรัฐต่อตัน เนื่องจากอัตราการกลั่นของโรงกลั่นทั่วโลกลดลง และ อุปสงค์บรรจุภัณฑ์ของหลอดฉีดยาและเครื่องมือทางการแพทย์เพิ่มขึ้นส่วนของ spread ของ ABS ในเดือนเมษายนจะอยู่ในระดับที่ดีมากในช่วง 1,600-1,700 เหรียญสหรัฐต่อตันจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของกลุ่มยานยนต์และเครื่องใช้ภายในบ้านตามเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวขึ้น


ดังนั้นยังคงคำแนะนำ ซื้อ IRPC และประเมินราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 4.60 บาท อิงจาก EV/EBITDA ที่ 8.0 เท่า เราเชื่อว่าราคาหุ้น IRPC จะถูกขับเคลื่อนโดยผลประกอบการรายไตรมาสที่คาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 1/64 และ แนวโน้ม spread ของ PP และ ABS ที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในเดือนเมษายน โดยประเมินปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิ 5,343 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุนสุทธิ 6,151.70 ล้านบาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”