เป็นท้อ! TRUE ตั้งแต่ควบรวม ราคาดิ่ง 41% โบรกฯ เห็นต่าง แนะทั้ง “ถือ” และ “ซื้อ” เชื่อราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว
เหตุการณ์ในปี 2566 ของแวดวงตลาดหุ้นไทยก็มีข่าวเซอร์ไพร์สมากมายออกมาให้นักลงทุนได้ติดตามกัน และอีกประเด็นที่ต้องกล่าวถึง คือ การควบรวมของค่ายโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ โดยดีลล่าสุดก็คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ที่ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน)
ส่วนก่อนหน้านี้ ก็ยังมีดีลอย่างการควบรวมกันระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC แต่ก็ดูเหมือนดีลดังกล่าวที่เกิดขึ้นจะไม่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนมากนัก
จากการสำรวจข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TRUE ย้อนหลังพบว่าตั้งแต่ควบรวมกับ DTAC (ณ วันที่ 3 มี.ค.66) ถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 27 ธ.ค.66) ราคาหุ้นก็มีการได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องหรือกว่า 41.28% มาอยู่ที่ระดับราคา 5.05 บาท ซึ่งแน่นอนนักลงทุนก็ย่อมตั้งข้อสงสัยและคำถามขึ้นกับการลงทุนในหุ้นดังกล่าว
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 7.70 บาท เนื่องจากราคาหุ้นที่ลงมาก ได้สะท้อนปัจจัยลบและประเด็นรบกวนคุณภาพและอัตราค่าบริการหลังควบรวมซึ่งทาง TRUE ชี้แจงแล้ว ในขณะที่ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับวงจรดอกเบี้ยโลกขาขึ้นที่คลี่คลายลง จึงเป็นจังหวะสะสมหุ้น
ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 4/66 คาดว่าจะขาดทุนที่ 1.64 พันล้านบาท แต่หากดูที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) คาดโตต่อเนื่อง จากรายได้บริการ (ไม่รวม IC) ที่ปรับขึ้นและการคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ดีขึ้นทั้งจากค่าไฟต่อหน่วยลดลงและประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หากไตรมาส 4/66 เป็นไปตามคาด ภาพรวมผลขาดทุนทั้งปี 2566 จะอยู่ที่ 7.5พันล้านบาท แย่ลงจากปี 2565 เพราะค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ผลขาดทุนปี 2567 จะลดลงจากปี 2566 ตามรายได้บริการที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งและผลประโยชน์จากการรวมโครงข่ายและสินทรัพย์ต่างๆที่จะมีมากขึ้น
ฟากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด แนะนํา “ถือ” ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท ซึ่งมีอัพไซด์ค่อนข้างสูง แต่ในระยะสั้นยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่หนุน แม้ไตรมาส 4/66 ผลประกอบการดูดีขึ้น แต่ยังขาดทุนและ Synergy จากการควบรวมที่เข้ามาช้า ซึ่งทําให้ภาพการดําเนินงานใน 1-2 ปีข้างหน้า จะยังคงขาดทุนต่อ
โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 4/66 จะมีขาดทุนที่ 1.4 พันล้านบาท ดีขึ้นกว่าไตรมาส 3/66 เป็นเพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากผลของฤดูกาลที่ปกติแล้วไตรมาส 4 มีทั้งรายได้ค่าบริการและยอดขายอุปกรณ์มือถือที่สูงขึ้น ซึ่งหากผลการดําเนินงานในไตรมาส 4/66 เป็นไปอย่างคาด จะทําให้ผลขาดทุนสําหรับปี 2566 จะอยู่ที่ 7.3 พันล้านบาท
