ปีทอง “หุ้นรับเหมา” เมื่อภาครัฐเร่งดันเมกะโปรเจกต์ 1.3 แสนลบ.
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงแผนผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเตรียมเสนอโครงการให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ม.ค.นี้
ทั้งนี้มี 7 โครงการที่มีความพร้อม รวมวงเงินลงทุนมากกว่า 1.33 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1. รถไฟสายสีแดง ส่วนต่อขยาย ช่วงรังสิต - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,468 ล้านบาท,
2.รถไฟสายสีแดง ส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 10,670 ล้านบาท, 3. รถไฟสายสีแดง ส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช วงเงิน 4,616 ล้านบาท, 4. โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงินประมาณ 9,000 ล้านบาท,
5.ทางพิเศษ สายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต วงเงิน 15,000 ล้านบาท, 6. ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 5 (M5) สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน วงเงิน 31,358 ล้านบาท, และ 7. ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 9 (M9) สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง วงเงิน 56,035 ล้านบาท
จากแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ วงเงินกว่า 1.33 แสนล้านบาท นักวิเคราะห์ประเมินเป็นเสียงเดียวกันว่า ส่งผลในเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง รวมทั้งยังให้น้ำหนักประเด็นบวกมากกว่าประเด็นลบ โดยเฉพาะ CK-STEC ที่มีโอกาสได้ส่วนแบ่งงานสูง
หากถอดมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินมูลค่ารวมทั้งหมดดังกล่าว 1.33 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 55% ของ Backlog ปัจจุบันของกลุ่มรับเหมาฯ
แต่ประเด็นกดดันหลักของกลุ่มฯในปัจจุบันคือ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่เป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 400 บาท/วัน ในปี 2567 และ 600 บาท/วันในปี 2570 โดยล่าสุดครม. มีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2-16 บาท หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.4% มองว่ากระทบผลประมาณการกำไรปี 2567 ของกลุ่มราว 5%
อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ บริษัทสามารถผลักภาระดังกล่าว ไปยังผู้รับเหมาช่วง รวมถึงสามารถบริหารจัดการลดต้นทุนอื่นเพื่อชดเชยได้บางส่วน และประเมินว่าเป็นปัจจัยที่สะท้อนไปในราคาหุ้นของกลุ่มแล้ว แต่ยังต้องติดตามการพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงอีกครั้งในกลางเดือน ม.ค. 2567 เพื่อปรับขึ้นรอบ 2 ในเดือนมี.ค. 2567 หากมีความชัดเจน และปรับไม่ได้สูงกว่าที่ตลาดคาดจะช่วยคลายปัจจัยกดดันหลักของกลุ่ม
ดังนั้น ยังคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มรับเหมาฯในปี 2567 โดยคาดกำไรปกติที่ 2,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อน และให้น้ำหนักต่อประเด็นบวกของกลุ่มเรื่องโครงการขนาดใหญ่ต่างๆที่รอการประมูลจะช่วยหนุน Backlog ของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ
รวมถึงค่าวัสดุก่อสร้างและค่าใช้จ่ายต่างๆท้ายโครงการที่จะหมดลงจะช่วยชดเชยค่าแรงขั้นต่ำ ที่ปรับสูงขึ้นได้ จึงยังคงน้ำหนักการลงทุนที่ “มากกว่าตลาด” และมองราคาหุ้นในกลุ่มที่ปรับลดลงในช่วงก่อนหน้าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน โดยชอบทั้ง CK แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26 บาท และ STEC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่ากลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ เช่น CK, STEC มีโอกาสได้ส่วนแบ่งงานสูง เบื้องต้นประเมินงานที่ได้ทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท จะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมาย CK และ STEC ใกล้เคียงกันราว 0.2 บาท/หุ้น และคงน้ำหนัก “Neutral” กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และ Top pick ได้แก่ CK แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้า 27 บาท จากทิศทาง backlog สูงโดดเด่นกว่าคู่แข่ง
[เจาะปัจจัยพื้นฐาน]
CK นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินกำไรปกติปี 67 ที่ 1.8 พันล้านบาท เติบโต 24% จากปีก่อน คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 27.00 บาท โดยคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มของ CK
ทั้งนี้จาก 1.รายได้ธุรกิจก่อสร้างปี 67 จะโตสูงในรอบ 8 ปี คาดที่ 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน เนื่องจาก backlog ปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูงที่ 1.4 แสนล้านบาท และ progress งานใหญ่เร่งตัวมากขึ้น โดยเฉพาะสายสีม่วงใต้และหลวงพระบาง,
2.Backlog ปี 67 มีโอกาสเติมงานใหม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ Double Deck และสายสีส้มในครึ่งแรกปี 67, และ 3. ประเมินผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาทค่อนข้างจำกัด เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ใช้ทักษะและจ่ายค่าแรงสูงกว่าอัตราดังกล่าวและค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว อีกทั้งบริษัทมีการใช้ subcontract ร่วมด้วย
ส่วน STEC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คงแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 9.5 บาท โดยแนวโน้มผลประกอบการในปี 2566 คาดจะถูกกระทบจากต้นทุนส่วนเพิ่มที่มากกว่า ประมาณการของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และ ค่าซ่อมแซมอุโมงค์ระบายน้ำหนองบอน และยังรับรู้ผลขาดทุนจากการถือหุ้นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง 15% จึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2566 ลดลง 3% คาดกำไรปกติเท่ากับ 608 ล้านบาท ลดลง 25.9% จากปีก่อน
ส่วนแนวโน้มปี 2567 รายได้รับเหมาก่อสร้างคาดจะเติบโตได้ 5% และอัตรากำไรขั้นต้นจะดีขึ้นเป็น 5% แต่จะถูกกระทบจากการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพูเต็มปี จึงปรับลดประมาณการกำไรลง 19% คาดกำไรปกติเท่ากับ 595 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากปีก่อน

