เจาะ 10 หุ้นแบงก์ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ( NIM) อยู่ที่เท่าไหร่ ?
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ Net Interest Margin (NIM) เป็นเครื่องบ่งชี้กำไรของธนาคาร สะท้อนให้เห็นว่าบนพื้นฐานของสินทรัพย์ที่ธนาคารมีอยู่สามารถสร้างส่วนต่างของดอกเบี้ยได้เท่าไร โดยพิจารณาจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับ (ธนาคารมีรายได้จากการปล่อยสินเชื่อ)
รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายทั้งหมด (ต้นทุนรายจ่ายจากการรับเงินฝาก) ครอบคลุมทั้งสินเชื่อและเงินฝากเงินให้กู้ เงินกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงิน และเงินลงทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้
วันนี้ Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจ NIM ของธนาคารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 10 แห่ง ได้แก่ SCB, KBANK, BBL, KTB, BAY, TTB, TISCO, KKP, LHFG และ CIMBT ว่าแต่ละธนาคารมี NIM อยู่ที่ระดับเท่าไหร่บ้างกันบ้าง
ขณะที่ภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 4/66 ของหุ้นธนาคาร นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิรวมไตรมาส 4/66 ของหุ้นกลุ่มธนาคาร 8 แห่ง จะอยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 10% จากไตรมาสก่อนหน้า
โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/65 มาจากการตั้งสำรองฯ ที่ลดลง และ NIM เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ส่วนกำไรที่ปรับลดลงจากไตรมาส 3/66 เพราะ OPEX เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ทั้งนี้ ธนาคารที่มีกำไรโตเด่นเรียงจากมากไปน้อย คือ KBANK คาดโต 198%, BBL คาดโต 39%, SCB คาดโต 20%
ส่วน NPL รวมในไตรมาส 4/66 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.19% จากไตรมาส 3/66 ที่ 2.99% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหลายธนาคารเร่งขายหนี้เสียและ write-off ออกมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารปี 2567 ที่ 2.1 แสนล้านบาท โต 8% จากปีก่อน โดยเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่คาดโต 17% เนื่องจากคาดว่า NIM จะทำจุดสูงสุดในไตรมาส 4/66 และจะเริ่มทยอยลดลงจากการจบรอบของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นไปแล้วในปี 2566
ขณะที่ภาพรวมของสินเชื่อปี 2567 จะกลับมาฟื้นตัวได้ที่ 4% (เทียบกับปี 2566 ที่คาดโต 2%) จากสินเชื่อรายใหญ่ที่จะกลับมาฟื้นตัวได้จากฐานต่ำ

