Official Update :

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กับโอกาสเติบโตในปี 2567

หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ บนความหวังการเติบโตรอบใหม่ในปี 2567 ? แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มนี้มีแรงกดดันเข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ เป็นต้น


แต่ในมุมของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินปี 2567 จะพลิกกลับมาเติบโต โดยปัจจุบันผู้ประกอบการยังไม่ได้เผยถึงแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2567 แต่เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดมูลค่าจะทรงตัวจากปีก่อน เนื่องจากการเปิดตัวโครงการใหม่จานวนมากเพื่อเติมสินค้าคงคลังช่วงปี 2565-66 ที่ผ่านมา


อย่างไรก็ดี บริษัทภายใต้ Coverage ของฝ่ายวิจัย ต่างมีที่ดินพร้อมสำหรับพัฒนา ซึ่งหากการดำเนินนโยบายทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางผ่อนคลาย และอุปสงค์ของอสังหาฯ ดีกว่าที่คาด ยอดเปิดตัวโครงการใหม่อาจสูงกว่าการประเมินของฝ่ายวิจัย


ทั้งนี้คาดกำไรกลุ่มในปี 2567 ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อน เนื่องจากฐานต่ำในปี 2566 และ Backlog ที่มีแผนโอนในปี 2567 อยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท (ณ สิ้นไตรมาส 3/66) (รวมโครงการแนวสูง JV) คิดเป็น Secured Rev. 21% เมื่อเทียบกับคาดการณ์รายได้ฝ่ายวิจัยที่ 2.1 แสนล้านบาท


โดยผลประกอบการยังมี Upside risk หากธนาคารกลางทั่วโลกปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินนโยบายการเงินเป็นผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยกระตุ้นการระบายสินค้าคงคลัง หนุนอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั้งเพื่ออยู่เองและเพื่อเช่า


นอกจากนี้รัฐบาลสั่งตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ล่าสุด ทาง 7 สมาคมอสังหาฯ เข้าหารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อยื่น 8 ข้อเสนอกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ให้พิจารณา ได้แก่


1.ปรับเพดานลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง จากราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5-7 ล้านบาท หรือให้สิทธิการลดหย่อน 3 ล้านบาทแรก


2.ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างบ้านบนที่ดินตนเอง 3.สนับสนุนบ้านหลังแรก โดยให้ซอฟต์โลน 3% ในระยะเวลา 5 ปีแรก, สนับสนุนเงินดาวน์บ้านหลักแรก 1 แสนบาท 4.ลดขนาดที่ดินโครงการจัดสรร


5.ลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% 6.ทบทวนการถือครองที่อยู่อาศัยของต่างชาติจาก 30 ปี เป็น 60 ปี 7.ยกเลิกมาตรการ LTV และ 8.ทบทวนกระบวนการขออนุมัติ EIA โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวม และนำเสนอแนวทางแก้ไขแล้ว


ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองว่าหากมาตรการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกลุ่มอสังหาในทุกระดับให้กลับมาคึกคักได้ และกลุ่มที่คาดจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด คือกลุ่มที่มีสินค้าพร้อมขายระดับล่าง-กลาง จำนวนมาก ได้แก่ SPALI, AP และ BRI


ดังนั้นคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” หุ้นภายใต้ Coverage ซื้อขายบน PER67 เฉลี่ย 6.9 เท่า ขณะที่เงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 66 เฉลี่ยสูงถึง 4.9% อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงต่อประมาณการในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และการชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจนของการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล และการดำเนินนโยบายการเงินของธปท. ที่คาดจะเริ่มผ่อนคลายในปี 2567 เป็นต้นไป


สำหรับ Top picks ได้แก่ BRI (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.90 บาท) และ SPALI (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23.80 บาท) โดยเลือก BRI จากแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/66 และทั้งปี 2566 เติบโตทำ New High ในเชิง Valuation มี PER67 เพียง 5.1 เท่า ถูกสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มฯ อีกทั้งเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 66 คาดที่ 0.61 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. Yield สูงถึง 7.2%


ส่วน SPALI คาดกำไรไตรมาส 4/66 เติบโตจากไตรมาสก่อน หนุนจาก Backlog ณ สิ้นไตรมาส 3/66 ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท ขณะที่เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดชะลอตัวจากฐานสูง ส่วนผลประกอบการปี 2567 คาดจะพลิกกลับมาเติบโต 15.8% จากปีก่อน


โดยเนื่องจาก Inventory พร้อมขายมูลค่ากว่า 9.8 หมื่นล้านบาท (สัดส่วนแนวราบที่ 65.7% ของมูลค่ารวม) และยังมี Upside ที่ยังไม่ได้รวมในประมาณการจากส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในโครงการที่ออสเตรเลียที่คาดราว 300-400 ล้านบาท/ปี เข้ามาช่วยหนุนตั้งแต่ไตรมาส 2/67 อีกทั้งปัจจุบันบริษัทฯ มีสถานะการเงินแข็งที่สุดในกลุ่ม


ด้านคำแนะนำหุ้นอสังหาริมทรัพย์รายอื่น เริ่มจาก AP แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 13 บาท, ASW แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 9.80 บาท, LH แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 9.70 บาท, LPN แนะนำ ขาย ราคาเป้าหมาย 3.45 บาท,


ORI แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11 บาท, PSH แนะนำ TRADING ราคาเป้าหมาย 12.60 บาท, QH แนะนำ TRADING ราคาเป้าหมาย 2.38 บาท และ SC แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 4.38 บาท