Official Update :

“เคอรี่-แก๊งเจมาร์ท” ฝันร้ายของกลุ่ม “BTS”

ช่วงนี้เป็นช่วงรายงานผลประกอบการ มีหลายๆ บริษัท ที่รายงานออกมาในทิศทางที่แข็งแกร่ง และก็มีอีกหลายบริษัทเช่นกัน ที่รายงานผลประกอบการออกมาอย่างน่าผิดหวัง


แต่สิ่งที่น่าสนใจมีอยู่ 2 บริษัทที่รายงานผลประกอบการออกมาขาดทุนหนักอย่าง บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX และบริษัทในกลุ่มบริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART


โดยประเด็นการขาดทุนอย่างหนักของทั้ง 2 บริษัทนั้น ได้ลามมายังกลุ่มบีทีเอส ทำให้รายงานผลประกอบการออกมาในทิศทางเดียวกัน เนื่องจาก มีการลงทุนทั้งใน KEX และกลุ่มเจมาร์ท


ในรายงานบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยถึงภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 3/66-67 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2566) บันทึกขาดทุนสุทธิ 4,762 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,048 ล้านบาท


ทำให้ 9 เดือนปี 66/67 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2566) บันทึกขาดทุนสุทธิ 5,277 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก ผลกระทบจากการรับรู้รายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ของผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน KEX


ประกอบกับส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในแรบบิท โฮลดิ้งส์ และ JMART รวมถึงส่วนแบ่งขาดทุนที่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนใน KEX อีกทั้งบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น


ในไตรมาส 3 ปี 2566/67 BTS รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนใน KEX จำนวน 253 ล้านบาท และบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน KEX จำนวน 4,568 ล้านบาท เป็นผลมาจากการประเมินอย่างรอบคอบตามมูลค่า ที่คาดว่าจะได้รับคืนของการลงทุนใน KEX โดยคำนึงถึงสถานการณ์ความผันผวน ทางเศรษฐกิจและสภาวะการแข่งขันของธุรกิจในอุตสาหกรรม


นอกจากนี้ยังรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในแรบบิท โฮลดิ้งส์ จำนวน 834 ล้านบาท เทียบกับส่วนแบ่งกำไร จำนวน 497 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2565/66 โดยผลขาดทุนมีปัจจัยหลักมาจาก การบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน SINGER ของแรบบิท โฮลดิ้งส์


ด้านบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2566/67 (สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2566) มีผลขาดทุนสุทธิ 3,339 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 102 ล้านบาท ทำให้ภาพรวม 9 เดือนปี 2566/67 มีผลขาดทุนสุทธิ 3,539 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 195 ล้านบาท


โดยในไตรมาสนี้มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 2,947 ล้านบาท เนื่องจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน KEX, JMART และบริษัท แอดซ์ เจ้าพระยา จำกัด


ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนในกิจการร่วมค้าและบริษัทร่วมจำนวน 266 ล้านบาท เทียบกับส่วนแบ่งขาดทุน 94 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2565/66 ซึ่งการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนนี้ มีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ขาดทุนของ KEX และส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจาก JMART ดังนั้นทำให้ไตรมาสนี้มีผลขาดทุนสุทธิตามที่กล่าวมาข้างต้น


และอีกหนึ่งบริษัทที่ต้องกล่าวถึงคือ บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT ในปี 2566 รายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 4,341 ล้านบาท


โดยมีสาเหตุหลักมาจากการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเงินลงทุนใน SINGER และการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า


ทั้งนี้มีส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า 1,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีส่วนแบ่งผลขาดทุน 115 ล้านบาท โดยส่วนแบ่งผลขาดทุนในปี 2566 ประกอบด้วย


ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการลงทุนใน SINGER จำนวน 795 ล้านบาท ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าอื่น ๆ 238 ล้านบาท และส่วนแบ่งผลขาดทุนจากโครงการร่วมทุนกับแสนสิริจำนวน 87 ล้านบาท


ทั้งนี้จากรายงานผลประกอบการของกลุ่มบีทีเอส ปัจจัยกดดันหลักๆ มาจาก KEX และกลุ่มเจมาร์ท แต่ดูเหมือนว่าปี 2567 นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART ได้มั่นใจเป้าหมายปี 2567 ตั้งเป้าผลงาน New High ด้วยการผสานพลังบริษัทในกลุ่ม และส่งผลกำไรเชิงบวกกลับมาให้ที่ JMART โดยโครงสร้างของกลุ่มเน้นเรื่องคอมเมิร์ซ ไฟแนนซ์ และเทคโนโลยี     


สำหรับในปีนี้ JMART ชู 3 กลยุทธ์หลัก ที่เป็น Key Message คือ 1. ตั้งเป้าหมายกำไรทำ New High จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทที่เป็นพระเอกในกลุ่มอย่าง JMT คาดทำนิวไฮทั้งในด้านการจัดเก็บกระแสเงินสดและกำไร


2.การเข้าไปลงทุนที่คุ้มค่าจากสุกี้ตี๋น้อย (TEENOI) ในสัดส่วนร้อยละ 30 สามารถสร้างผลกำไรกลับมาให้บริษัทอย่างน่าประทับใจ โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา สุกี้ตี๋น้อยมีกำไรสุทธิ 913 ล้านบาท ซึ่ง ณ สิ้นปี 66 มีสาขาจำนวนกว่า 55 สาขา โดยในปีที่ผ่านมาบุกต่างจังหวัดมากขึ้น ไปที่โคราช พัทยา และสมุทรปราการเรียบร้อยแล้ว


และ 3. SINGER และ SGC ผลงานฟื้นตัวจากสถานการณ์ในปี 2566 ชัดเจน พร้อมสร้าง New S-Curve ใหม่ ด้วย the New Jaymart ที่เน้นด้าน Commerce Tech และ Fintech ควบคู่การบริหารจัดการภายในที่ดี ซึ่งมองว่าจะเป็นการสร้างฐานกำไรที่แข็งแรงในอนาคต


แต่ในส่วนของ KEX สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด คงคำแนะนำ “ขาย” สำหรับ KEX โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 4.80 บาท คาดว่า KEX จะยังคงขาดทุนจนถึงปี 68 เทียบกับความคาดหวังของบริษัทว่าจะถึงจุดคุ้มทุน EBIT ภายในไตรมาส 4/67 และกลับมามีกำไรสุทธิในปี 68


ทั้งนี้มองกลยุทธ์ของบริษัทในแง่ดีในการมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าระดับกลางถึงระดับสูง และลูกค้าอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มรายได้ต่อการฝากขายในขณะที่ดำเนินโครงการลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของแผนและอัตราการปรับปรุงรายได้ที่เกิดขึ้นจริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด