PTG หวังปี 70 กำไร Non-Oil แซงน้ำมัน เร่งเพิ่มสาขากาแฟพันธุ์ไทยเป็น 5,000 แห่ง ดันธุรกิจคริปโตฯ มาร์เก็ตแชร์ขึ้นเบอร์ 2 ในปีนี้
PTG ประกาศแผนปี 70 ดันส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันผ่านช่องทางสถานีบริการมากกว่า 25% วางเป้าธุรกิจ Non-Oil จะมีกำไรมากกว่าธุรกิจน้ำมัน เร่งขยายสาขากาแฟพันธุ์ไทยเพิ่มเป็น 5,000 แห่ง ส่วนปี 67 ปั๊มยอดขายน้ำมันโต 10-12% ตั้งเป้าธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีสมาชิกเทรด 350,000 ราย ดันมาร์เก็ตแชร์ขึ้นสู่เบอร์ 2 ของกลุ่มฯ
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ภายในปี 2570 ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันผ่านช่องทางสถานีบริการมากกว่า 25% จากปี 2566 อยู่ที่ระดับมากกว่า 20% ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.Expansion & Renovation 2. Service Innovation 3. Data Optimization พร้อมตั้งเป้าฐานสมาชิก PT Max Card และ PT Max Card Plus ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านสมาชิก
อีกทั้งบริษัทวางเป้าหมายขยายธุรกิจ Non-Oil อย่างต่อเนื่อง โดยปี 2570 คาดหวังธุรกิจ Non-Oil จะมีกำไรมากกว่าธุรกิจน้ำมัน จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 20%
โดยร้านกาแฟพันธุ์ไทยมุ่งขยายสาขาร้านในรูปแบบของ “แฟรนไชส์” มากขึ้น ทั้งภายในและนอกสถานีบริการน้ำมันเป็นจำนวนรวม 5,000 สาขา ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 มีจำนวนสาขาอยู่ที่ 882 สาขา
รวมถึงขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น ลาว พร้อมพัฒนาและมุ่งหาธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศของ PTG ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยวางเป้าหมายเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นภายในปี 2569
[ ปี 67 ยอดขายน้ำมันโต 10-12%]
ด้านนายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2567 ยังเดินหน้าขยายธุรกิจ Non-Oil ต่อเนื่องกำหนดงบลงทุนรวม 4,000-5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจน้ำมัน 1,000-1,500 ล้านบาท LPG 800-1,000 ล้านบาท กาแฟพันธุ์ไทย 500-1,000 ล้านบาท ธุรกิจอื่นๆ 500-1,000 ล้านบาท และรองรับธุรกิจใหม่ 1,000-1,500 ล้านบาท
โดยปี 2567 วางเป้า EBITDA เติบโต 8-12% และตั้งเป้าการเติบโตของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันไว้ที่ 10-12% จากปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะการขยายตัวจากการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง และการยกระดับการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงการเข้ามาใช้บริการซ้ำของลูกค้ากลุ่มผู้ถือบัตร PT Max Card และ Max Card Plus
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงวางเป้าการขยายสถานีบริการในปี 2567 เพิ่มเป็น 2,251 สถานีบริการ จากปีก่อน 2,201 สถานีบริการ รวมถึงมีการปรับปรุงสถานีบริการให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้สามารถเข้าถึงความ “อยู่ดี มีสุข” ภายใต้ระบบนิเวศของบริษัทฯ ได้อีกด้วย
ด้านธุรกิจ Non-Oil ยังคงวางเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 40-50% โดยวางเป้าหมายการเติบโตของปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG ในปีนี้ ไว้ที่ 30-40% ซึ่งการเติบโตมาจาก 1.กลุ่ม Auto LPG ด้วยการยกระดับประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าด้วยงานบริการ ส่งเสริมยอดขาย และครองส่วนแบ่งการตลาด อันดับ 1 ด้วยโครงการ “Taxi Transform” และ “Auto Transform” รวมถึงการใช้กลยุทธ์ทำงานด้านการตลาดผ่านระบบสมาชิก บัตร PT Max Card เพื่อรักษาและขยายฐานลูกค้า
2. กลุ่มก๊าซครัวเรือนและอุตสาหกรรมด้วยการมุ่งรักษาฐานลูกค้าหลักเดิม และหาฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงการนำเสนอโปรโมชั่นการขาย และการรับรู้แบรนด์ PT แก่ลูกค้า
และ 3.เน้นการขยายจำนวนสถานีบริการ Auto LPG และ Gas Shop เป็น 788 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ 573 สาขาในปี 2566
ส่วนธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีศักยภาพมากขึ้น อาทิ ย่านใจกลางเมือง ย่านธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง (CBD: Central Business District) หัวเมืองตามจังหวัดต่างๆ ศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย
สำหรับในปัจจุบันกาแฟพันธุ์ไทยมีสาขาจำนวนกว่า 900 สาขา โดยตั้งเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอีก 400 สาขาทั่วประเทศไทย เข้าสู่ระดับอำเภอที่มีศักยภาพ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยรวมจำนวนกว่า 1,300 สาขา ภายในปี 2567 นี้
ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ ภายใต้ Max World บริษัทฯ ยังคงวางแผนขยายสาขาและ Touchpoints อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้วางเป้าจำนวนสาขาธุรกิจ Non-Oil อื่น ๆ เป็น 961 Touchpoints เพิ่มขึ้น 329 Touchpoints โดยมีการขยายจำนวนหลัก ๆ มาจากสถานีอัดประจุไฟฟ้า Elex by EGAT PT เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ศูนย์บริการ และซ่อมบำรุงรถยนต์ Autobacs และสาขาร้านสะดวกซื้อ Max Mart เป็นต้น
อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา ได้ขยายธุรกิจต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจตัวกลางด้านการขนส่ง และโลจิสติกส์ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่าน บริษัท แมกซ์ เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTG ที่เข้าร่วมลงทุนใน บริษัท ทรีซิกซ์ตี้ ซัพพลายเชน จำกัด ผู้ให้บริการ “360TRUCK” ยอดขายสินค้าออนไลน์ ปี 2566 สูงกว่า 1,100 ล้านบาท
รวมทั้งธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง โดยซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ไพศาล แคปปิตอล จำกัด จำนวน 825 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 33.33% เพื่อสร้างการเติบโต สร้างโอกาสธุรกิจร่วมกัน และต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจของบริษัท
ส่วนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ภายในสถานีบริการน้ำมัน PT ภายใต้นามว่า Elex by EGAT PT ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า Elex by EGAT PT ไปแล้ว จำนวน 49 สถานี และมีแผนจะติดตั้งเป็น 262 สถานีในปี 2567 และเป็น 712 สถานี ในปี 2570 เพื่อให้ครอบคลุมตามพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ และยังสามารถเข้ามาใช้บริการต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟพันธุ์ไทย หรือร้านสะดวกซื้อ Max Mart ภายในปั๊ม PT ระหว่างรอชาร์จได้อีกด้วย
ด้านโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ที่ลงทุนผ่าน บริษัท พีทีจี กรีน เอ็นเนอยี จำกัด (PTGGE) โดยซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Private PPA ปัจจุบันมีการติดตั้งไปแล้วบนพื้นที่ 37 สถานี ช่วยประหยัดพลังงานมากกว่า 1 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มสถานีดังกล่าวลงได้สูงถึง 15%
โดย PTGGE ได้ตั้งงบลงทุนในอีก 5 ปีที่ 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายพอร์ต Solar Rooftop รูปแบบ Private PPA อีก 28.67 MW บนพื้นที่มากกว่า 1,200 สถานี โดยมีเป้าหมายลดปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 33 ล้านหน่วยต่อปี
[เป้าคนเทรดคริปโทฯ 3.5 แสนราย]
ขณะที่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล นายปกเขตร รัชกิจประการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด (Maxbit) กล่าวว่า บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวน 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี และประเภทนายหน้าซื้อขายโทเคนดิจิทัล โดยได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มลูกค้าในช่วงวัยทำงานและผู้ที่สนใจในด้านการลงทุน
ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายปีนี้จะมีสมาชิกเทรดประมาณ 350,000 ราย ด้วยวิสัยทัศน์ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมบริการ cryptocurrency ในประเทศไทยจากความเข้าใจและสร้างสรรค์ร่วมกัน ทำให้มั่นใจปี 2567 จะมีมาร์เก็ตแชร์โตเป็น 9-10% และก้าวสู่เบอร์ 2 ของกลุ่มตลาดนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งเชื่อมั่นว่า Maxbit จะเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่สามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่พีทีจี ได้อย่างมีนัยสำคัญ
