Official Update :

ธุรกิจ “โบรกเกอร์” อาการหนัก! วอลุ่มซื้อขายตกต่ำ ฉุดงบปี 66 กำไรดิ่งเหว

เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉลี่ยอยู่ที่หลักประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมากหากเทียบกับในปี 2565 ที่มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 60,000-90,000 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้นเองถือเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันผลประกอบการของหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ หรือ โบรกเกอร์


โดยจากการสำรวจข้อมูลผลประกอบการปี 2566 ของหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ พบว่า กำไรสุทธิปรับตัวลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุหลักๆ มาจากเหตุผลเดียวกันคือ “ปริมาณการซื้อขายที่ปรับตัวลดลง”


ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจในข้อมูลคำอธิบายผลการดำเนินงานบริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) บอกว่า ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมต่อวันของตลาดหลักทรัพย์ลดลงกว่า 30%


และปี 2566 เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงกว่า 15.2% ต่างจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาพรวมผลประกอบการปี 2566 ของหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ จะเป็นอย่างไร Wealthy Thai รวบรวมมาให้แล้ว


เริ่มกันที่ เริ่มกันที่ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผยว่าปี 2566 เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงกว่า 15.2% ต่างจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของดัชนี MSCI World all countries ที่ระดับ 21.5%


โดยปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 353 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 178 ล้านบาท และมีรายได้รวมอยู่ที่ 304.05 ล้านบาท ลดลง 63.42% จากปีก่อน โดยมีรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ลดลง 32.74% ประกอบด้วย รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ลดลง 51.15%


ทั้งนี้เพราะปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมต่อวันของตลาดหลักทรัพย์ลดลง 30.53% และปริมาณการซื้อขายของลูกค้าที่เป็นนักลงทุนรายย่อยลดลง นอกจากนี้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการลดลง 44.34%


ตามด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ในปี 2566 มีกำไรสุทธิ 868 ล้านบาท ลดลง 14% จากปีก่อน โดยมีรายได้รวม 3,797 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน ซึ่งมีรายได้ค่านายหน้าลดลง 21% จากปีก่อน


สำหรับรายได้ค่านายหน้า ประกอบด้วยค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ และค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รายได้ค่านายหน้ารวมที่ลดลง ส่วนใหญ่มาจากการลดลงในรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายรายวันเฉลี่ยของ SET ลดลง


นอกจากนี้บริษัทมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ลดลง 0.4% รวมทั้งมีกำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงิน ลดลง 17% ตามสภาวะตลาด แต่มีรายได้ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากในสถาบันการเงินและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย


ต่อมา บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST มีกำไรสุทธิ 364.91 ล้านบาท ลดลง 41.91% จากปีก่อน โดยมีรายได้ค่านายหน้าลดลง 28.29% เนื่องจากรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง 32.32% เพราะมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ลดลงจาก 76,772.85 ล้านบาท/วัน เหลือ 53,331.30 ล้านบาท/วัน หรือลดลง 30.53%


และสัดส่วนนักลงทุนบุคคล ซึ่งเป็นส่วนรายได้หลักของบริษัทลดลงเหลือ 33.82% จากเดิม 39.02% ทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของนักลงทุนบุคคล ลดลงจาก 29,957.14 ล้านบาท/วัน เหลือ 18,033.25 ล้านบาท/วัน หรือลดลง 39.80% แต่รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้น 10.11%


ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการลดลง 41.01% เนื่องมาจากค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ลดลง ค่าที่ปรึกษาทางการเงินลดลง และค่าธรรมเนียมและบริการอื่นลดลง ในขณะที่ค่าธรรมเนียมจากการขายและการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น 3.76 ล้านบาท


ส่วนบริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP มีกําไรสุทธิ 407.94 ล้านบาท ลดลง 15% จากปีก่อน โดยมีรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการลดลง


ขณะที่กําไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้­น ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ลดลงในทิศทางเดียวกับรายได้รวมของบริษัท


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD ปี 2566 มีขาดทุนสุทธิ 491.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยมีส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 812.52 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 148.68%


ทั้งนี้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้นเป็น 73.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 152.22% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียม จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคล และค่าธรรมเนียมจากการเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุน


อีกทั้งมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 571.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 226.80% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากดอกเบี้ยรับจากเงินให้กู้ยืมแก่บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทางอ้อม ตามแผนงานที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของบริษัท และมีรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจากยอดเงินให้กู้ยืมถัวเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามแผนการตลาด


อย่างไรก็ตามผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินมีผลขาดทุน 15.25 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากมีขาดทุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอัน เนื่องมาจากสภาพโดยรวมของตลาดทุนมีความผันผวนจากปัจจัยหลายประการ ในขณะที่มีกำไรจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น


นอกจากนี้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม คือ บริษัท เอซ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพิ่มขึ้น 156.11% เกิดจากการที่บริษัทร่วมรับรู้ผลขาดทุนของกลุ่ม บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB)


ขณะที่บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH ดำเนินธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจการเงิน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจหลักทรัพย์เป็นบริษัทแกน โดยปี 2566 ขาดทุนสุทธิเพิ่มเป็น 193.09 ล้านบาท และมีรายได้รวมจำนวน 1,415.97 ล้านบาท ลดลง 7.23% จากปีก่อน


โดยรายได้ค่านายหน้าลดลง 14.15% เนื่องจาก การลดลงของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งผันผวนตามมูลค่าการซื้อขายรายวันเฉลี่ยที่ลดลงของตลาดในภาพรวมอันดับของหลักทรัพย์และส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทปรับตัวลดลงเล็กน้อย


ขณะที่รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้น ตามปริมาณมูลค่าการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยส่วนอันดับของหลักทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อน


ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ลดลง 5.30% ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของรายได้ค่าที่ปรึกษาทางการเงิน ในขณะที่รายได้จากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น และรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 44.23% เนื่องจากการการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของตลาดในภาพรวม


ต่อด้วย บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GBX ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 48.49 ล้านบาท ลดลง 31% จากปีก่อน โดยมีรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ลดลง 41.45% แต่รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพิ่มขึ้น 17.38% เนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันลดลง และส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 1.31% ในปี 2565 เป็น 1.22% ในปี 2566


ปิดท้ายกันที่ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ UOBKH ปี 2566 มีกำไรสุทธิ จำนวน 90.86 ล้านบาท ลดลง 58% จากปีก่อน โดยมีรายได้รวมลดลง 17.54% มีรายได้ค่านายหน้าลดลง 34.22% ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการซื้อขายของบริษัทที่ลดลงจากปีก่อน