PACO เปิดยุทธศาสตร์ปี 2567 พร้อมสร้างการเติบโตไม่หยุดยั้ง
แนวโน้มตลาดหลังการขาย หรือ Aftermarket ของโลกยังมีการขยายตัวต่อเนื่อง จากจำนวนรถยนต์ที่ต้องการชิ้นส่วนทดแทนและการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าตลาดหลังการขายระหว่างปี 2565-25670 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 102,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2570 ซึ่งนับเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทดแทน
ซึ่ง บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PACO เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลบวกดังกล่าว เนื่องจากเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทดแทนที่มีประสบการณ์มายาวนาน 30 ปี และมีฐานลูกค้ารวมกว่า 22 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในทวีปเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป้าหมายของบริษัทส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มตลาดชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturer หรือ REM) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 94% รองลงมาเป็นกลุ่มลูกค้าผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศรถยนต์ที่ผลิตให้กับแบรนด์รถยนต์ (Original Equipment Supplier หรือ OES) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 4% และส่วนที่เหลืออีก 2% เป็นงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศรถยนต์ (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM)
ซึ่งในปี 2567 บริษัทยังคงวางแผนขยายการเติบโตทั้งในด้านของผลประกอบการและกำลังการผลิต โดย คุณสมชาย เลิศขจรกิตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขายจะเติบโต 10-15% จากปีก่อน
โดยปัจจัยสนับสนุนให้ยอดขายเติบโตจะมาจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเก่าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคูโบต้าที่ลูกค้ามียอดขายสูงขึ้น ทำให้บริษัทได้รับผลบวกตามไปด้วย โดยตั้งเป้าหมายจะมีรายได้จากกลุ่มคูโบต้าในปี 2567 จำนวน 60 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาทในปี 2568 นอกจากนี้บริษัทยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อีกจำนวน 300 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศแอฟริกา ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ เพื่อกระจายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าของ PACO ไปในวงกว้าง โดยคาดว่าจะมีทิศทางการเติบโตที่ดี ช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการในปีนี้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยจะเน้นไปยังเครื่องจักรอัตโนมัติมากขึ้น นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงเพิ่มเครื่องจักรในส่วนของ OES และ REM ตลอดจนเครื่องจักรผลิตสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น หม้อน้ำ อินเตอร์คูลเลอร์ และออยคูลเลอร์ เป็นต้น
ส่วนการขยายสาขาแบรนด์ PACO Auto Hub ในปี 2567 บริษัทวางเป้าหมายจะเปิดสาขาใหม่จำนวน 20-30 สาขา จากปัจจุบันที่เปิดไปแล้ว 200 สาขาทั่วประเทศ โดยภายในร้านจะมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ PACO และสินค้าประเภทอื่นๆ ซึ่งบริษัทมีการทำการตลาดทั้งในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์ต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้และผลักดันยอดขายให้เติบโต
ด้านตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก คุณสมชาย ให้ข้อมูลว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการจีนจำนวน 2 ราย ที่มีแผนจะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
“หวังว่าปี 2567 จะเป็นปีที่ดีของบริษัทอีกปี และบริษัทมีการวางแผนเพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ. 67) ทุกอย่างยังดำเนินไปตามแผน เชื่อว่าปีนี้ภาพรวมของบริษัทจะเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้” คุณสมชาย กล่าวปิดท้าย

