Official Update :

เจาะไตรมาส 1/67 ของ Tesla เมื่อตลาดรถ EV แข่งขันเดือด

Tesla บริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้า (EV) ชื่อดังในสหรัฐฯ ที่มีเทคโนโลยีที่นําสมัยเฉพาะตัว มีรถยนต์ไฟฟ้าหลายโมเดล ทั้งรถ SUV ไปจนถึงรถกระบะ แต่ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดรถไฟฟ้ารุนแรงขึ้น ประกอบกับอุปสงค์ที่ลดลง และปัญหาในการผลิต ทำให้ Tesla โดนปรับประมาณการยอดขายในไตรมาส 1/67 ลง ซึ่งเป็นยอดขายรายไตรมาสที่ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า Tesla โดนปรับประมาณการยอดขายรถยนต์ในไตรมาส 1/67 ลง โดยปัจจุบันตลาดคาดว่าจะยอดส่งมอบจะอยู่ที่ราว 449,080 คัน ซึ่งถือว่าลดลงมากกว่า 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นยอดขายรายไตรมาสที่ลดลงครั้งแรกของ Tesla ในรอบ 4 ปีด้วย


ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มยอดขายในช่วงไตรมาส 1/67 มีแรงกดดันหลักจาก 1. กระบวนการขายที่ช้าลงหลังบริษัทกําหนดให้ลูกค้าในอเมริกาเหนือทุกรายต้องทำการทดลองขับเป็นระยะสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจระบบ driver-assistance, 2. การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิต EV จีน เช่น BYD และ Nio ที่มีการเพิ่มเงินอุดหนุนหรือทำการลดราคารถลงเพื่อกระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง รวมถึงคู่แข่งใหม่อย่าง Xiaomi ที่เปิดตัว EV รุ่นใหม่ นอกจากนี้ปัจจัยอื่นที่กระทบคือ อุปสงค์ที่ลดลง อัตราดอกเบี้ยสูง ปัญหาการผลิต เช่น การเปิดโรงงานในเบอร์ลิน


ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า Tesla ยังคงมี Downside ที่ทําให้ราคาหุ้นปรับตัวลงหรือยังคงทรงตัวอยู่จากแนวโน้มผลประกอบการที่ยังคงซบเซาและจะ bottom ในช่วงไตรมาส 3-4 นี้ รวมถึงภาพอุตสาหกรรมและ Peer ที่ยังคงปรับลดราคา และบริษัทอยู่ในระหว่างปรับเปลี่ยนกลยุทธ์


ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้หลัง Tesla เตรียมหยุดวงจรการปรับลดราคารถ EV ซึ่งภาพนี้จะช่วยให้ยอดขายไม่ผันผวนและอัตราการทํากําไรดูดีขึ้น รวมถึงโปรแกรมทดลองใช้ฟรีในฟีเจอร์ Full Self-Driving ที่หากว่ามีการสมัครสมาชิกจะมีค่าใช้จ่ายราว 199 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งภาพนี้มีส่วนช่วยเพิ่มแหล่งที่มารายได้ให้กับบริษัทได้


นอกจากนี้ยังมีการรับรู้รายได้ Cybertruck เข้าสู่ผลประกอบการ ซึ่งภาพนี้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการเชิงบวกที่จะช่วยหนุนราคาหุ้นให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่การปรับขึ้นราคาที่แรง ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าอาจจะต้องอาศัยการแข่งขันในจีนที่ลดลงมากกว่านี้ และยอดส่องมอบที่เติบโตดีกว่านี้ ด้าน P/E ปัจจุบันอยู่ที่ 59.7 เท่า ขณะที่ Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 199.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมี Upside จากราคาปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวถึงแม้จะมีแรงกดดันจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นและสงครามราคา แต่ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่า Tesla จะยังคงเป็นหนึ่งในผู้นําอุตสาหกรรมและสามารถอยู่รอดในสงครามราคาได้หลัง 1. แบรนด์แกร่งหลังได้ประโยชน์จากการเป็นผู้เข้าตลาด EV รายแรกๆ ในอุตสาหกรรม


2.มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น Dojo Supercomputer, Autonomous car, แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งสามารถ Disrupt กลุ่มรถยนต์และกลุ่มผลิตไฟฟ้าได้, 3. มีระบบนิเวศน์ที่ดี โดยมีการผลิตตั้งแต่แบตเตอรี่ ไปจนถึงมีเครือข่าย Supercharger ของบริษัทที่กระจายไปทั่วโลก และ 4. มีแผนลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่อเนื่อง รวมถึงมีการจัดการกับห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากําไรในอนาคตให้เติบโตต่อเนื่อง