Official Update :

“ภากร” หวังโฟลว์ไหลกลับหุ้นไทย หลังรัฐอัดฉีดงบประมาณปี 67 ชี้วอลุ่มเบาบาง ก่อนเข้าช่วงหยุดยาว

ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทิศทางของฟันด์โฟลว์ต่อหุ้นไทย ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักก็คือภาวะเศรษฐกิจในประเทศ นโยบายอัตราดอกเบี้ย และศักยภาพการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน


โดยหากประเมินจากปัจจัยภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ของภาครัฐที่มีเม็ดเงินที่สูงกว่าปกติ ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นภาคการบริโภคของกำลังซื้อและการลงทุนของภาคเอกชนได้ รวมไปถึงท่าทีของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เริ่มส่งสัญญาณการลดนโยบายอัตราดอกเบี้ยก็มีโอกาสที่โฟลว์จะไหลกลับเข้ามาได้


สำหรับปริมาณการซื้อขายที่เบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดการณ์ว่าเป็นช่วงใกล้เข้าวันหยุดยาวที่ส่วนใหญ่ในอตีดปริมาณการซื้อขายจะลดลงราว 20% ส่วนการขยายเวลาการซื้อขาย ตลท. ไม่ได้คาดหวังถึงปริมาณการซื้อขายที่จะเข้ามามากขึ้น แต่เพื่อให้ระยะเวลาทำการใกล้เคียงกับตลาดหุ้นต่างประเทศอื่นๆ


ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าในไตรมาส 1/67 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลง แม้ว่าจะยังไม่เข้าสู่สภาวะถดถอย แต่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้ลดลงตามที่ธนาคารกลางหลายแห่งคาดหวัง ทำให้ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป


โดยตัวเลขของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ล่าสุด การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น และ อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ มีส่วนทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงช้ากว่าที่นักวิเคราะห์คาด แม้ Fed ได้ประกาศว่ายังมีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ผู้ลงทุนกังวลว่า FED อาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า


นอกจากนี้ ยังเห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดีหุ้นขนาดกลางและเล็กได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ในเดือนมีนาคม 2567 การประชุมสองสภาของจีนได้ตั้งเป้าการเติบโต GDP ในปี 2567 อยู่ที่ 5% อีกทั้งทางการจีนเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือน มี.ค. เพิ่มเป็น 50.8 จากระดับ 49.1 ในเดือน ก.พ. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566


โดยเป็นช่วงหลังยกเลิกมาตรการคุมเข้ม Covid-19 ซึ่งการกลับมาเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะยิ่งสนับสนุนให้การส่งออกสินค้าและบริการของไทย รวมถึงการบริโภคภายในประเทศให้ฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น โดยนักวิเคราะห์เริ่มปรับประมาณการกำไรของบริษัทในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ราคาหลักทรัพย์กลุ่มดังกล่าวให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด