Official Update :

SCGP มั่นใจผลงานไตรมาส 2/67 โตต่อ จ่อปิด M&P เพิ่มอีก 1 ดีล ยันรายได้ปี 67 เข้าเป้า 1.5 แสนลบ.

SGCP ไตรมาส 2/67 ยังโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้นตัว ประเมินตะวันออกกลางกระทบต้นทุนจำกัด เผยอยู่ระหว่างเจรจา M&P คาดได้ข้อสรุป 1 ดีล เตรียมซื้อหุ้น Fajar ส่วนที่เหลืออีก 44.48% เสร็จสิ้นภายในเดือนก.ย. 67 มั่นใจรายได้ทั้งปี 67 ยังโตตามเป้าหมาย 1.5 แสนล้านบาท


นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/67 ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากดีมานด์บรรจุภัณฑ์ในเวียดนามที่ขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยชดเชยดีมานด์ที่อาจได้รับผลกระทบจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทยและการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนของประเทศอินโนนีเซีย


โดยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของบรรจุภัณฑ์สินค้าคงทน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า จากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการในประเทศและการส่งออกในบางพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียใต้ ส่วนธุรกิจเยื่อและกระดาษ มียอดขายบรรจุภัณฑ์อาหารเพิ่มขึ้นจากปัจจัยการท่องเที่ยวฟื้นตัว


ในส่วนของต้นทุนการผลิต คาดจะปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจำกัด เนื่องจากมีการล็อคราคาถ่านหินล่วงหน้าไว้ราว 50% นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนปรับราคาขายบรรจุภัณฑ์ตามราคาเศษกระดาษที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย


ทั้งนี้ บริษัทวางงบลงทุน Merger & Partnership (M&P) ในปี 2567 อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโต เช่น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯ เพื่อรองรับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคการผลิตและส่งออก จากงบลงทุนรวมปีนี้ 15,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาดีล M&P หลายดีลและสัญญาเก่าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2/67 จำนวน 1 ดีล


ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าจะสามารถเข้าซื้อหุ้นของ PT. Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 44.48% เสร็จสิ้นภายในเดือนก.ย. 67 ส่งผลให้บริษัทจะเข้าถือหุ้นใน Fajar ครบ 100% จากเดิมที่ถือในสัดส่วน 55% โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 500 ล้านเหรียญ ซึ่งบริษัทเตรียมวงเงินไว้เรียบร้อยแล้ว


นอกจากนี้บริษัทยังคงอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรที่สนใจเข้ามาลงทุนใน Fajar ประมาณ 2-3 ราย แต่มูลค่ายังอยู่ในระดับต่ำ ต้องรอผลประกอบการของ Fajar ฟื้นตัวก่อน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในเร็วๆ นี้


อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมั่นใจว่ารายได้จากการขายในปี 2567 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.5 แสนล้านบาท หรือเติบโต 15% จากปีก่อน จากภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน เช่น ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศจีน