Official Update :

เปิดรายชื่อหุ้นโรงพยาบาล รับผลบวก “ประกันสังคม” เพิ่มสิทธิรักษามะเร็ง

จากประเด็นที่ประกันสังคมเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนที่เป็นโรคมะเร็ง สามารถเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชนที่ทำข้อตกลงกับประกันสังคมไว้ ซึ่งโรงพยาบาลดูแลตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยจนสิ้นสุดการรักษา หากเกินศักยภาพต้องส่งผลตัวผู้ประกันตนไปรักษายังโรงพยาบาลระดับสูง


จากเดิมที่หากไม่สามารถรับการรักษาตามแนวทางที่กำหนด (Protocol) ได้ และต้องรับยารักษาโรคมะเร็ง เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา ผู้ประกันตนจะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลตามจริงได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายต่อปีเท่านั้น ทำให้การเพิ่มสิทธิครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนแล้ว ยังเป็นผลบวกต่อหุ้นโรงพยาบาลที่ให้บริการลูกค้าประกันสังคมและรักษาโรคมะเร็งครบวงจรอีกด้วย แต่หุ้นโรงพยาบาลตัวไหนจะได้มากหรือน้อย Wealthy Thai มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาฝาก


โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า วันที่ 8 พ.ค. 67 ที่ประชุมบอร์ดแพทย์กองทุนประกันสังคม ได้พิจารณาและเห็นชอบให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยผู้ประกันตนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสามารถเข้ารับบริการยังสถานพยาบาลที่ไหนก็ได้ ทั้งสถานพยาบาลรัฐและเอกชนที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมที่มีศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด


โรคมะเร็งทุกชนิดเป็นโรคที่อยู่ในความคุ้มครองของสิทธิประกันสังคม สถานพยาบาลตามสิทธิที่ผู้ประกันตนเลือกจะต้องให้การดูแลผู้ประกันตนตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยจนสิ้นสุดการรักษา กรณีเกินศักยภาพสถานพยาบาลตามสิทธิจะต้องส่งตัวผู้ประกันตนไปรักษายังสถานพยาบาลระดับสูง


การเพิ่มสิทธิประโยชน์ครั้งนี้เป็นการช่วยให้ผู้ประกันตนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้เข้าถึงการรักษาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ประกันตนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสามารถเข้ารับบริการตามสถานพยาบาลที่ผู้ประกันตนมีความประสงค์จะไปรักษา โดยสำนักงานประกันสังคมจะทำการคัดเลือกสถานพยาบาลที่มีศักยภาพ ทั้งด้านการให้เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา เพื่อรองรับการดูแลผู้ประกันตนให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง


ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็น “บวก” ต่อกลุ่มโรงพยาบาลที่ให้บริการลูกค้าประกันสังคม (SSO) รักษาโรคมะเร็งครบวงจร และเพิ่มค่ารักษาโรคส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยพิจารณาจากโรงพยาบาลที่ศึกษา ซึ่ง BCH มีรายได้ SSO สัดส่วน 33%, CHG มีรายได้ SSO สัดส่วน 32% และ BDMS มีรายได้ SSO สัดส่วน 2%


นอกจากนี้ BCH และ CHG ยังมีสัดส่วนค่ารักษาประกันสังคมส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูงอยู่ที่ 22% และ 21% ตามลำดับ ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า BCH, CHG และ BDMS จะได้ประโยชน์จากประเด็นนี้ โดยเรียงจากสัดส่วนรายได้ประกันสังคมมากสุด และศักยภาพรักษามะเร็งครบวงจรตั้งแต่คัดกรอง, เคมีบำบัด และรังสีรักษา ปัจจุบัน BDMS และ CHG พร้อมให้บริการรักษามะเร็งครบวงจรมากกว่า BCH เนื่องจาก BCH จะเปิดศูนย์รังสีมะเร็งในไตรมาส 4/67


ฝ่ายวิเคราะห์คงน้ำหนักลงทุน Bullish สำหรับกลุ่มการแพทย์ เนื่องจาก 1. คาดปี 2567 กำไรรวมกลับมาเติบโตเป็นปีแรก, 2. ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) จากการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 3. Valuation ของกลุ่มการแพทย์ (ไม่รวม THG) ซื้อขาย P/E ปี 2567 เฉลี่ย 27 เท่า ต่ำลงจากปีก่อน (P/E เฉลี่ย 31 เท่า)


ส่วนหุ้นเด่นฝ่ายวิเคราะห์เลือก BDMS แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 37 บาท คู่กับ CHG แนะนำ ซื้อ  ราคาเป้าหมาย 3.70 บาท โดย BDMS น่าสนใจจากความพร้อมด้าน Capacity และมีส่วนผสมของลูกค้าที่กระจายตัว ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าเพียงไม่กี่กลุ่ม และเครือข่ายโรงพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ


CHG น่าสนใจจากกำไรที่กลับมาเติบโต มีศักยภาพการให้บริการที่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงคาดมี Economies of scale ของการใช้บริการเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราไรมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้ และ Valuation ถูกกว่า BCH


ขณะที่ BCH ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ปรับคำแนะนำจาก TRADING เป็น ซื้อ คงมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2567 ที่ฟื้นตัวเด่น ระยะยาวเติบโตต่อเนื่องตามแผนขยายธุรกิจและแผน M&A ราคาหุ้นปรับลดลง มองเป็นจังหวะในการเข้าลงทุน มูลค่าพื้นฐาน 24.30 บาท