เทียบฟอร์ม WHA-AMATA เมื่อนิคมฯ ไทยกำลังเป็นที่สนใจของต่างชาติ
สถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนยังมีความตึงเครียดต่อเนื่อง หลังจากสหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มสูงขึ้นหลายรายการ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มเป็น 100% จากเดิม 25% ซึ่งก็มีกระแสข่าวออกมาว่าทางการจีนเตรียมตอบโต้ด้วยมาตรการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์หรูจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นด้วยเช่น
โดยประเด็นดังกล่าวนับเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมของไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อม อีกทั้งยังมีนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ น่าจะดึงดูดนักลงทุนที่กำลังจะย้ายหรือขยายฐานการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงการกีดกันทางการค้า
ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาสำรวจปัจจัยพื้นฐานของ 2 หุ้นใหญ่ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง WHA และ AMATA ที่น่าจะได้รับประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวไม่มากก็น้อย ว่าในปี 2567 มีทิศทางการเติบโตเป็นอย่างไร มีความน่าสนใจแค่ไหน
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หอการค้าจีนในกรุงบรัสเซลส์เปิดเผยอ้างอิงแหล่งข่าววงในอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า มีความเป็นไปได้ที่จีนจะเรียกเก็บภาษีรถยนต์หรูนำเข้าจากสหรัฐและสหภาพยุโรป (EU) สูงขึ้นที่อัตรา 25% จากเดิม 15%
ซึ่งการพิจารณาดังกล่าวน่าจะเป็นหนึ่งในการตอบโต้ที่รัฐบาลสหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มสูงขึ้นในหลายรายการ เช่น EV เพิ่มเป็น 100% จากเดิม 25%, Semiconductors เพิ่มเป็น 50% จากเดิม 25%, Solar cell เพิ่มเป็น 50% จากเดิม 25% รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเข็มฉีดยาเพิ่มเป็น 50% จากเดิมที่ไม่เสียภาษี
โดยฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อประเด็นข่าวนี้ สงครามการค้าและการตอบโต้ระหว่างจีนและสหรัฐที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้เกิดการย้ายและขยายฐานการผลิตนอกประเทศที่โดนกีดกัน ซึ่งจะส่งผลบวกต่ออุปสงค์ที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในไทยให้แข็งแกร่งขึ้น
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงในด้านพลังงานพร้อมรองรับการสร้างฐานการผลิต รวมถึงการที่รัฐบาลเดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นดึงเม็ดเงินลงทุนจ่ากต่างชาติและออกมาตรการมาจูงใจจะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนอุปสงค์ที่ดินให้แข็งแกร่งต่อเนื่อง ให้แนะนำ “ซื้อ” WHA ราคาเป้าหมาย 5.85 บาท และ AMATA ราคาเป้าหมาย 29.40 บาท
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของ WHA ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินกำไรปกติในไตรมาส 2/67 ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า จากฐานที่สูง แต่เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการส่งมอบที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่ง Backlog สิ้นไตรมาส 1/67 เพิ่มขึ้น 63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 1,087 ไร่, อัตรากำไรขั้นต้นของการโอนที่ดินสูงขึ้น (ปี 2566 ปรับราคาขายขึ้น 10%) และธุรกิจสาธารณูปโภคทั้งน้ำและไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง จากทั้งจำนวนลูกค้านิคมฯ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนพลังงานลดลง
นอกจากนี้ยังปัจจัยหนุนสำคัญจากรัฐบาล คือ ความสามารถในการดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาพร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ เพื่อดึงดูดให้เกิดการลงทุนย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทยมากขึ้น โดยประเมินกำไรปี 2567 ของ WHA ที่ 4,712 ล้านบาท โต 6.46% จากปีก่อน ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 5.85 บาท และมี Upside หากบริษัทเจรจาดีลที่ดินแปลงใหญ่ราว 200-500 ไร่ และโอนส่งมอบสำเร็จภายในปีนี้
ส่วน AMATA ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไตรมาส 2/67 คาดกำไรปกติ เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากแผนการโอน Backlog ที่ดินในชลบุรีจะเร่งตัวขึ้น และแผนการโอนที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในไตรมาส 2/67 และ 3/67 อีกทั้งเม็ดเงินการเข้ามาลงทุนในไทยได้รับปัจจัยบวกจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
โดยฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรทั้งปีของที่ 2,041 ล้านบาท โต 8.28% จากปีก่อน อย่างไรก็ตามไตรมาสแรกเป็นช่วง Low season ของ AMATA ทำให้มองว่าประมาณการปี 2567 ของฝ่ายวิเคราะห์ยังสมเหตุสมผล ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2567 เพียง 13 เท่า ถือว่ายังถูกกว่ากลุ่มที่เทรดราว 17 เท่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ที่ 29.40 บาท

